วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นแบงก์’ เสน่ห์ปันผลสูงจูงใจ โบรกชี้ ‘กองทุน’ ถือกลุ่มธนาคารต่อ-ตลาดรับรู้ปัจจัยลบแล้ว

‘หุ้นแบงก์’ เสน่ห์ปันผลสูงจูงใจ โบรกชี้ ‘กองทุน’ ถือกลุ่มธนาคารต่อ-ตลาดรับรู้ปัจจัยลบแล้ว

ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซา “ฟิทช์เรตติ้ง” เตือนความเสี่ยงกลุ่มเอสเอ็มอี อาจเห็น “หนี้เสีย” พุ่งแตะ 8% ในปีหน้า สะท้อนความเปราะบางของคุณภาพสินทรัพย์ในระบบธนาคารไทย ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ แม้กำไรกลุ่มแบงก์ถูกกดดันจากเศรษฐกิจชะลอและดอกเบี้ยขาลง แต่ยังคงน่าสนใจในฐานะ “หุ้นปันผลสูง” พร้อมมองว่าสถาบันยังคงถือครองต่อเนื่อง เพราะตลาดรับรู้ปัจจัยลบไปแล้ว

‘หุ้นแบงก์’ เสน่ห์ปันผลสูงจูงใจ โบรกชี้ ‘กองทุน’ ถือกลุ่มธนาคารต่อ-ตลาดรับรู้ปัจจัยลบแล้ว

นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังคงอ่อนแอ โดยเฉพาะสินเชื่อ SME ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า NPL อาจสูงถึง 8% ในปี 2569 แต่ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์อาจจะไม่สะท้อนหรือเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวมากนัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทราบกันดีอยู่แล้วในตลาดมองว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะเติบโตไม่ถึง 2% ในปีหน้า

ทั้งนี้ สถานการณ์คุณภาพสินทรัพย์กลุ่มแบงก์เป็นไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยภาพรวม และเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับฐานราก รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น โครงการคนละครึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะมีเฟสต่อไปเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากต่อไป

“ความเสี่ยงสินเชื่อและการควบคุมคุณภาพของกลุ่มแบงก์ถึงแม้ความเสี่ยงด้านเครดิตจะดำเนินไปตามสภาพเศรษฐกิจภาพใหญ่ แต่กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีความสามารถในการควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้ดีกว่ากลุ่มอื่น ๆ เหตุผลสำคัญคือ ธนาคารมีระบบในการคัดกรอง และเลือกลูกค้าที่จะปล่อยสินเชื่อได้ ใครที่ธนาคารคิดว่าไม่สามารถปล่อยได้ก็จะไม่มีการอนุมัติสินเชื่อ”

อย่างไรก็ดี คุณภาพสินทรัพย์ที่ยังคงอ่อนแอ คาดพฤติกรรมนักลงทุนสถาบันหรือกองทุนไม่คิดจะเทขายหุ้นกลุ่มแบงก์ออกไป และจะยังคงถือครองต่อไป เนื่องจากกลุ่มแบงก์จ่ายปันผลสูง แม้ว่าในปีหน้าอัตราดอกเบี้ยจะต้องมีการปรับลดลง

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.พาย กล่าวว่า กลุ่ม SME มีความเป็นไปได้ที่จะเห็น NPL เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีปัญหาที่ได้รับแรงกดดันหลัก 3 ประการที่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อผู้ประกอบการ 1.กำลังซื้อหดตัวและเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ และธนาคารไม่ค่อยปล่อยกู้ให้กับกลุ่มนี้

2.ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและผู้ประกอบการทั่วไปที่เคยนำเข้า ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากสินค้าจีนที่เข้ามาในตลาดอย่างชัดเจน และ 3.ปัญหาการส่งออกไทยทำให้การค้าขายยากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว SME มักจะเสียเปรียบในตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว

“ด้านสถานการณ์ NPL ปัจจุบัน ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีการเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อลดลงต่อเนื่อง อัตราการเพิ่มของ NPL เริ่มนิ่งแล้ว เนื่องจากคนที่ไม่สามารถอยู่รอดได้ก็ทยอยออกจากตลาดไปแล้ว แต่ NPL ก็ยังไม่ลดลงเนื่องจากปัญหากำลังซื้อ สินค้าจีน และการส่งออกยังคงอยู่”

ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารถูกจัดว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และหากยังมั่นใจว่าประเทศไทยยังน่าลงทุนอยู่ กลุ่มธนาคารยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องมีโดยธรรมชาติ และคาดว่านักลงทุนสถาบันยังคงให้ความสนใจ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนมองว่า หุ้นไทยโดยรวมมีความน่าสนใจในระดับกลาง ๆ เนื่องจากไม่ได้คาดหวังการเติบโตสูง แต่หุ้นไทยก็ไม่ได้แพงมาก และขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารยังคงจ่ายเงินปันผลที่สูงอยู่

นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจิรญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ทิศทางหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ในระบบธนาคารไทยยังคงอยู่ในช่วงที่เป็นขาขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มีการเตรียมมาตรการสนับสนุนออกมาเพื่อช่วยเหลือในการบริหารจัดการ NPL รวมถึงการจัดตั้งพวก JV AMC เพื่อบริหารจัดการ NPL ในระบบให้อยู่ภายใต้การดูแลของแต่ละธนาคาร

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ แต่โดยภาพรวมระดับการตั้งสำรองของธนาคารไทยหากดูค่าเฉลี่ยพบว่า อัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสียอยู่ที่ประมาณ 180% สำหรับผลประกอบการล่าสุดไตรมาส 3/68 ของ TISCO พบว่า NPL มีการปรับลดลง และมีอัตราส่วนสำรองหนี้สูญที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 170%