วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

หุ้นเวียดนาม พุ่งแรงแซงไทย ลุ้น FTSE ขยับชั้นสู่ Emerging Market คืนนี้ 

หุ้นเวียดนาม พุ่งแรงแซงไทย ลุ้น FTSE ขยับชั้นสู่ Emerging Market คืนนี้ 

ตลาดหุ้นเวียดนาม กำลังร้อนแรงอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสคาดหวังว่า FTSE Russell อาจประกาศปรับสถานะจากตลาดชายขอบ หรือ Frontier Market สู่ตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ ตลาดทุนเวียดนาม ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม "กูรู" เตือนนักลงทุนให้ระวังความผันผวนระยะสั้น หลังราคาหุ้นหลายตัวพุ่งแรงจน Valuation ตึงตัว ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงจาก ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และความไม่โปร่งใสในตลาดที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

บดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นเวียดนาม อยู่ในกลุ่ม Frontier Market หรือตลาดหุ้นชายขอบ โดยในปีนี้มีเป้าหมายที่จะปรับระดับชั้นไปอยู่ในกลุ่ม Emerging Market หรือ ตลาดเกิดใหม่ โดยคาดหวังและลุ้นว่า FTSE Russell อาจจะมีการประกาศขึ้นในคืนนี้ (ประมาณ 03.00 น.เวลาในประเทศไทย)

อย่างไรก็ดี หากตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการจัดชั้นเข้าสู่ Emerging Market จะมีฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามา โดยเฉพาะจาก กองทุน Passive Fund ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจมีเงินทุนไหลเข้าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากรวม Active Fund ด้วย อาจมีฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาสูงถึง 3,000-5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยหุ้นที่จะได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะเป็น หุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ เช่น หุ้นในกลุ่ม ดัชนี VN30 เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีสภาพคล่องสูงที่กองทุนสามารถลงทุนได้ ในขณะที่หุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางอาจไม่ได้รับประโยชน์มากนัก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ต่างประเทศบางส่วนยังมองว่า ตลาดหุ้นเวียดนามอาจจะยังต้องมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น และอาจจะยังไม่ถูกปรับชั้นให้เข้ามาอยู่ใน Emerging Market เนื่องจากตลาดหุ้นเวียดนามยังคงต้องดำเนินต่อไปในหลายด้าน เช่น ความโปร่งใส และระบบการชำระเงิน เป็นต้น 

นอกจากนี้ สิ่งที่ยังคงต้องเฝ้าระวังและความเสี่ยงในตลาดหุ้นเวียดนามค่อนข้างมีความผันผวนสูง หากผลสุดท้ายเวียดนาม ไม่ได้รับการปรับชั้น เข้าสู่ Emerging Market ตามที่ตลาดคาดการณ์ อาจเผชิญกับแรงขายได้ เนื่องจากปัจจุบันฟันด์โฟลว์ได้เข้ามาเก็งกำไรในประเด็นดังกล่าวไว้ก่อนหน้านี้

ส่วนการลงทุนในระยะยาวมองว่า ยังคงมีความน่าสนใจ ซึ่งกำไรบริษัทจดทะเบียนในเวียดนามคาดว่าในปี 2569 จะเติบโตได้อีกประมาณ 20% และคาดว่าจะโตได้เกือบ 20% อีกครั้งในปี 2570 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ซึ่งหมายความว่าเวียดนามยังสามารถดำเนินการลดดอกเบี้ยต่อไปได้ และหากย้อนไปดูจีดีพีไตรมาส 2 ของปี 2568 เวียดนามมีการเติบโตที่ค่อนข้างดี โดยโตขึ้นประมาณ 8% 

"ความผันผวนของตลาดหุ้นเวียดนามค่อนข้างสูงและการที่มีฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามารอล่วงหน้าแล้ว จึงแนะนำให้จำกัดสัดส่วนการลงทุนหุ้นเวียดนามมีสัดส่วนในพอร์ตการลงทุนไว้ ไม่เกิน 10% เพื่อควบคุมความเสี่ยงในกรณีที่ตลาดมีความผันผวนและปรับตัวลงแรง"

ทั้งนี้ มุมมองต่อตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ในระดับเป็นกลาง หรือ Neutral แม้ว่าปัจจุบันตลาดจะปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรงจนอาจเข้าสู่ภาวะการทำจุดสูงสุดใหม่ หรืออยู่ในช่วงตลาดขาขึ้นแล้วก็ตาม แต่ทว่าในระยะสั้นอาจต้องระมัดระวังความผันผวน แต่ในระยะยาวยังคงมีความน่าสนใจ 

โดยหากย้อนไปดูผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นเวียดนามตั้งแต่ต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ผลตอบแทนรวมปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 30% ขณะที่ดัชนี VN30 ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ ได้ปรับตัวขึ้นไปแล้วประมาณ 43% ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเวียดนามยังคงมีความกังวลต่อภาษีตอบโต้ หรือ Reciprocal Tariff ที่ 20% แต่ทว่าในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2568 ตลาดหุ้นเวียดนามกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงเพียงไตรมาสเดียวเพิ่มขึ้นในระดับกว่า 20% ทำให้นักลงทุนอาจจะต้องระมัดระวังความผันผวนในระยะสั้นเป็นพิเศษ

วิศกรณ์ คีรีวรรณ, CFA นักกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า การอัปเกรดสถานะของการตลาดหุ้นเวียดนามจากตลาดชายขอบ หรือ Frontier Market เป็น Emerging Market นั้นถูกพูดคุยกันมานานกว่า 2 ปีแล้ว  ซึ่งเกณฑ์หนึ่งในการเข้าสู่ Emerging Market แต่ด้วยความที่ตลาดมีการเหวี่ยงและเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็มีความเสี่ยงเรื่องความไม่โปร่งใสในบางประเด็น

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ราคาหุ้น ได้รับรู้ประเด็นเรื่องการอัปเกรดนี้ไปค่อนข้างมากแล้ว ดังนั้น หากคืนนี้ (ตามเวลาในไทย) มีการประกาศว่าได้เข้าสู่ Frontier Market จริง ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นต่อไปอีก เนื่องจากตลาดได้เล่นกับประเด็นดังกล่าวมามาสักพักใหญ่ๆ แล้ว

อย่างไรก็ดี ในด้านปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคเวียดนามมีการเติบโตของจีดีพีที่ดี โดยขยายตัวประมาณเกือบ 8% การเติบโตดังกล่าวมาจากทั้งการส่งออก และการบริโภคภายในประเทศ

แต่ทว่าปัจจุบันเวียดนามถูกเก็บภาษีมากกว่าประเทศไทย ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวังด้านภาษีสหรัฐฯ แม้ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่ดูดี ยังไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เลย นักลงทุนจึงต้องระวังในประเด็นนี้ด้วย นอกจากนี้ หุ้นเวียดนามส่วนใหญ่เป็นฐานการส่งออกค่อนข้างเยอะ หากมีประเด็นเรื่องภาษีเข้ามากระทบอาจส่งผลต่อกำไรได้ ซึ่งปัจจุบันกำไรก็ยังไม่มีการอัปเกรดขึ้นมามากนัก

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเวียดนามค่อนข้างตึงตัวมากว่าในตลาดหุ้นไทย และเมื่อใดก็ตามที่ดัชนีขึ้นไปทดสอบระดับประมาณ 1,600-1,700 จุด มักจะไหลลงมาเกือบตลอด และมีการแกว่งตัวอยู่ในบริเวณดังกล่าวมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว

ในด้านมูลค่า หรือ Valuation เวียดนามปรับตัวขึ้นมามากตั้งแต่ช่วงต้นปี ซึ่งในอดีตไทยและเวียดนามมีการซื้อขายในพีอีที่ที่ใกล้เคียงกัน แต่ปัจจุบันเวียดนามได้แซงหน้าไทยไปแล้ว ทำให้ valuation ของเวียดนามถือว่าค่อนข้างตึงตัวกว่า

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไทยที่เข้ามาลงทุนใน DR ที่เป็นเวียดนามต่างได้รับผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างร้อนแรง แต่ทว่าหากนักลงทุนเข้าไปลงทุนในรูปแบบของกองทุนรวม พบว่า บางกองทุนยังไม่ได้กลับขึ้นมาทำ New High แม้ว่าตลาดหุ้นเวียดนามโดยรวมจะทำ New High ก็ตาม เนื่องจากว่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมานั้น ไม่ใช่หุ้นตัวใหญ่ทั้งหมด ดังนั้น นักลงทุนที่วางแผนจะจัดพอร์ตและลงทุนในเวียดนาม ต้องระวังเรื่องเศรษฐกิจมหภาค ที่ยังไม่สะท้อนผลกระทบจากภาษีทรัมป์ และต้องพิจารณาความเสี่ยงโดยรวมให้มาก