วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เฟทโก้’ จ่อถก ‘พาณิชย์’ ปลดล็อก ‘ต่างชาติ ’ขอ ‘บีโอไอ’ เข้าระดมทุน

‘เฟทโก้’ จ่อถก ‘พาณิชย์’ ปลดล็อก ‘ต่างชาติ ’ขอ  ‘บีโอไอ’ เข้าระดมทุน

"เฟทโก้" จ่อส่งหนังสือหารือ กระทรวงพาณิชย์ ชงปลดล็อกเกณฑ์ “ต่างชาติ” รับสิทธิพิเศษ “บีโอไอ” เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทยง่ายขึ้น หวังพลิก “จีดีพี” โตระดับ 3% ภายในปี 71

จากการประชุมร่วมของ “คณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย” (Taskforce) ประกอบด้วย 4 หน่วยงานหลัก คือ  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้ร่วมกันเปิดชุดมาตรการ “เสริมเสน่ห์ตลาดทุนไทย” รวม 4 มาตรการหลัก พร้อมแผนดำเนินงานเร่งด่วนในแต่ละด้านภายใน 4 เดือนข้างหน้า (Quick Win) เพื่อยกระดับความน่าสนใจของ “ตลาดทุนไทย” ในสายตานักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้เฟทโก้เตรียมส่งหนังสือหารือไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันการปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุมัติจัดตั้ง “บริษัทแบบเร่งด่วน” (Fast Track) โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทั้งในรูปแบบการลงทุนโดยตรง (FDI) และการระดมทุนผ่านตลาดทุนไทย

รวมถึงหนึ่งในมาตรการสำคัญของชุดมาตรการ Supportive Ecosystem คือ การผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) อำนวยความสะดวกให้นักลงทุนต่างประเทศใช้สิทธิ e-Proxy ในการประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคด้านการบริหารสิทธิและเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุน

เปิด “Fast Track” ดึง บ.BOI เข้าตลาดทุน

ทั้งนี้ หลังจากทีม Taskforce ก่อนหน้านี้ หารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) คาดว่า น่าจะมี IPO ที่เป็น New Growth นำร่อง 2 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีแผนลงทุนต่อเนื่องในไทย 2-3 ปี ทั้งการตั้งโรงงาน ศูนย์วิจัย และพัฒนา และบริษัทแม่ พร้อมแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ข้อมูลจาก BOI ระบุว่า ปีนี้มีเม็ดเงินขอรับการส่งเสริมจากต่างชาติรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรม New Economy อย่างเทคโนโลยี อีวี เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซนเตอร์ ทั้งจากยุโรป ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น ซึ่งหากสามารถผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง จะส่งผลต่อมูลค่าตลาด (Market Cap) ของตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นแรงหนุนให้จีดีพีไทยกลับมาเติบโตระดับ 3% ภายในปี 2571

ขณะเดียวกัน เฟทโก้ ได้ส่งหนังสือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกครั้ง เพื่อขอหารือ และเสนอ 4 มาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย และขอความชัดเจนในรายละเอียดของมาตรการเร่งด่วน ที่จะผลักดันช่วงรัฐบาล 4 เดือน และมุ่งสร้าง Quality Demand ให้เกิดขึ้น เป็นรูปธรรมนั้น และจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว

ดังนั้น คาดหวังการส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” (Thailand Individual Savings Account หรือ TISA) เพื่อสนับสนุนการออมระยะยาว รับสังคมสูงวัย และการศึกษาบุตร พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษีต้องรอลุ้นว่ากระทรวงการคลังอนุมัติก่อน 15 ธ.ค.68 นี้ เพื่อใช้สิทธิในปีภาษีนี้

รวมถึงการปลดล็อกเกณฑ์ IPO เพื่อสนับสนุนโครงการ Jump+ ของ ตลท. และ Value Up ของ ก.ล.ต. การผลักดัน TISA (Thai Investment and Startup Asset) เพื่อส่งเสริมหุ้นเศรษฐกิจใหม่ สตาร์ตอัป และเทคโนโลยี สนับสนุนการสร้างโครงสร้างตลาดทุนไทยให้เป็น Financial Hub ของภูมิภาค โดยตลาดทุนไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในอนาคต 

“ทั้ง 4 มาตรการนี้สอดคล้องกับแนวทาง Quick Win ของรัฐบาลในระยะ 4 เดือน และเป็นรากฐานสำคัญในการปฏิรูปตลาดทุนไทยให้เติบโตยั่งยืนในระยะยาว แน่นอนว่าเมื่อตลาดหุ้นไทยมีเสน่ห์ขึ้น ต่างชาติเริ่มกลับมาสนใจตลาดหุ้นไทย เรามองหุ้นไทยปีนี้ดัชนีมีโอกาสแตะ 1,415 จุดได้”

ก.ล.ต.ยกระดับ “คุณภาพ” ตลาดทุนไทย

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ริเริ่มตั้งคณะทำงาน Taskforce เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมศักยภาพแข่งขันระยะยาวอย่างยั่งยืน สอดรับสภาพเศรษฐกิจ และบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งยกระดับความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทย

โดยเชื่อมั่นการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ ต้องอาศัยความร่วมมือทำงานของทุกภาคส่วน ซึ่งมีการตั้งเป้าหมายให้ทุกมาตรการมี KPI ที่ชัดเจน และเห็นผลเป็นรูปธรรม และบางมาตรการสามารถมีความชัดเจนได้ภายใน 4 เดือนนับจากนี้

ทั้งนี้ มาตรการเฟสแรก มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพตลาดทุนไทยมากกว่าปริมาณ ประกอบด้วย การปรับปรุงกระบวนการเสนอขายหุ้น IPO ให้มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์นักลงทุนมากขึ้น , การส่งเสริมแหล่งระดมทุนสำหรับธุรกิจ SME และเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนต่างชาติสามารถใช้สิทธิ e-Proxy ได้ง่ายขึ้น โดยอยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์

รวมถึงเตรียมผลักดันมาตรการในเฟสถัดไป เช่น การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ (Bond Market) ตลาดรอง และการระดมทุนผ่านระบบคลาวด์ฟันด์ดิ้ง ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ยืนยันมาตรการเดิมที่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้จะถูกยกเลิก เช่น โครงการวายุภักษ์ และ ThaiESG ซึ่งพบว่ายังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหมู่นักลงทุนต่างชาติ โดยก.ล.ต. เตรียมจัดโรดโชว์เพื่อสร้างความเข้าใจ และความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างจัดทำแผนงานประจำปี 2569 ซึ่งจะมีความชัดเจนภายในเดือนธันวาคม นี้ และเตรียมประกาศแผนอย่างเป็นทางการในเดือนม.ค. ปีหน้า

ตลท.หวังดึงดูด “ศก.ใหม่-ยกเครื่องไอพีโอ” 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท. พร้อมผลักดันมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทยอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การดึงดูดกิจการ New Economy และ ยกเครื่องกระบวนการ IPO เพื่อดึงดูดบริษัทที่มีศักยภาพสูง และอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (New S-Curve) ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้น

พร้อมยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ การใช้เทคโนโลยีเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงทุน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายตอบโจทย์ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

ล่าสุด มีบริษัทเข้าร่วมโครงการ Jump+ แล้ว 61 ราย โดยคาดว่าจะมีการประกาศโครงการอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ พร้อมเชิญชวนบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมเพิ่มเติม เพื่อขยายผลเชิงคุณภาพ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดทุนไทย

ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ตลท. เผยว่า มีแผนงาน IPO อยู่ในไปป์ไลน์อีกกว่า 20 บริษัท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาความพร้อมของกิจการ และภาวะตลาด คาดว่าช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า จะมี IPO ทยอยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

“การขับเคลื่อนโครงการจัมพ์พลัส และการเตรียมความพร้อม IPO ใหม่ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศตลาดทุนไทย ทั้งในด้านคุณภาพของกิจการ การเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงธุรกิจที่มีศักยภาพ และการสนับสนุนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของ ตลท. ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน”

“ตลาดทุน” เข้มแข็ง หนุน “จีดีพี” ไทยโต

ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย จะเสริมสร้างศักยภาพให้ตลาดทุนไทยเข้มแข็งมากขึ้น และวางรากฐานที่มั่นคงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ ตลาดทุนสามารถดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพให้เข้ามาระดมทุน จะช่วยเพิ่มโอกาสประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจในด้านต่างๆ รวมทั้งเพิ่มจำนวนนักลงทุนในตลาดมากขึ้น ทำให้ตลาดทุนไทยมีประสิทธิภาพเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ขณะเดียวกัน ถือเป็นมาตรการ Quick Win ที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในระยะสั้น และส่งผลต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย

ทั้งนี้ มาตรการสร้างเสน่ห์หุ้นไทย แผนดำเนินงานจะขับเคลื่อนผ่าน 4 มาตรการหลัก ที่ครอบคลุมทุกมิติของตลาดทุน ตั้งแต่ฝั่งผู้ซื้อ ผู้ขาย ไปจนถึงระบบนิเวศโดยรวม โดยมีแผนปฏิบัติการเร่งด่วนภายใน 4 เดือนข้างหน้า ดังนี้

1. Quality Demand-ส่งเสริมการออมระยะยาวผ่าน “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” (TISA) เพื่อเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุน รวทถึงขยายฐานนักลงทุนกลุ่มใหม่ และเพิ่มบทบาทของนักลงทุนสถาบันในประเทศ

2. Attractive Supply-ดึงดูดบริษัทคุณภาพ และธุรกิจ New Economy เข้าระดมทุน พร้อมยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ และปรับปรุงเกณฑ์ IPO ให้ทันสมัย รวมถึงผลักดันการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ตามมาตรฐานสากล

3. Trusted Market-เพิ่มความเข้มข้นในการกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ยกระดับการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพ (Gatekeepers) เพื่อป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

4. Supportive Ecosystem-ใช้เทคโนโลยีเพิ่มการเข้าถึงการลงทุน และผลักดันสู่ ตลาดทุนดิจิทัล ทบทวนเกณฑ์การซื้อขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักลงทุนในปัจจุบัน                           

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์