วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

สร้างกลยุทธ์เสริมพอร์ต ด้วย Leveraged & Inverse ETF

สร้างกลยุทธ์เสริมพอร์ต ด้วย Leveraged & Inverse ETF

เมื่อเร็วๆ นี้ ตลาดทุนไทยได้มีการพัฒนา Exchange Traded Fund (หรือ กองทุนอีทีเอฟ) ประเภทใหม่ ได้แก่ กองทุน Leveraged และ Inverse ETF (L&I ETF) ที่อ้างอิงดัชนี SET50 ซึ่งช่วยสร้างโอกาสและเพิ่มความหลากหลายในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุน ทั้งในภาวะตลาดขาขึ้นและขาลง โดย L&I ETF ที่เปิดซื้อขายในปัจจุบันมี 3 กองทุน ได้แก่ กองทุน 2X01BSET50 เป็น Leveraged ETF (2X) ที่ให้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าในทิศทางเดียวกับดัชนี ขณะที่ 1I01BSET50 เป็น Inverse ETF (-1X) ที่ให้ผลตอบแทนตรงกันข้ามกับดัชนี และ 2I01BSET50 เป็น Inverse ETF (-2X) ที่ให้ผลตอบแทนตรงกันข้ามกับดัชนีแบบทวีคูณ

สำหรับแนวคิดพื้นฐานของการนำ L&I ETF มาใช้ประโยชน์นั้น ผู้ลงทุนอาจต้องเริ่มด้วยมุมมองที่มีต่อสภาพตลาดว่ามีความคิดเห็นว่าในช่วงเวลาสั้นๆ ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคานั้นมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น ช่วงก่อนหรือหลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ หากผู้ลงทุนคาดการณ์ว่าหลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญจะส่งผลดีต่อตลาดและจะทำให้ระดับราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ในกรณีเช่นนี้ สามารถใช้ Leveraged ETF ได้ เช่น หากสมมติให้ดัชนี SET50 อยู่ที่ 900 จุด และราคา Leveraged ETF (2X) อยู่ที่หน่วยละ 10 บาท ผู้ลงทุนอาจตัดสินใจเข้าซื้อ 10,000 หน่วย ด้วยเงินลงทุน 100,000 บาท หากในวันนั้นดัชนี SET50 ปรับตัวขึ้นไปปิดที่ 918 จุด หรือเพิ่มขึ้น +2% Leveraged ETF (2X) ก็จะให้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าหรือประมาณ +4% ทำให้ราคาปรับขึ้นไปอยู่ที่หน่วยละ 10.40 บาท ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนเพิ่มเป็น 104,000 บาท สร้างผลกำไร 4,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการลงทุนใน ETF ปกติ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนการเหยียบคันเร่ง หากคาดการณ์ทิศทางตลาดผิดพลาด ผลขาดทุนก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณเช่นกัน ผู้ลงทุนจึงต้องมีความเข้าใจในลักษณะของผลิตภัณฑ์และความเสี่ยง รวมถึงวางแผนการตัดสินใจหากทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนีไม่เป็นไปที่คาด

ในทางตรงข้าม ผู้ลงทุนที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ตและคาดว่าตลาดอาจปรับตัวลงในระยะสั้น ก็สามารถใช้ Inverse ETF เป็นเครื่องมือในตลาดขาลง เพื่อเอากำไรมาชดเชยมูลค่าพอร์ตที่อาจลดลงได้ โดยไม่ต้องขายหุ้นในพอร์ตออกมา ตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุนมีพอร์ตหุ้นที่มีน้ำหนักการลงทุนคล้าย SET50 มูลค่า 500,000 บาท และ ก็สามารถซื้อ Inverse ETF (-1X) เป็นมูลค่าเท่ากันคือ 500,000 บาท หากในวันถัดมาตลาดปรับตัวลดลง -1.5% มูลค่าพอร์ตหุ้นหลักจะขาดทุนประมาณ 7,500 บาท แต่ในขณะเดียวกัน Inverse ETF (-1X) จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกประมาณ +1.5% หรือคิดเป็นกำไร 7,500 บาท ซึ่งจะเข้ามาช่วยชดเชยกันพอดี ทั้งนี้ การใช้งานในลักษณะนี้เหมาะสมกับในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

นอกจากนี้ สำหรับผู้ลงทุนที่มั่นใจว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงขาลง อาจเลือกที่จะใช้ Inverse ETF (-2X) ซึ่งมีอัตราทด เป็นเครื่องมือในการสร้างผลตอบแทนเชิงรุกในตลาดขาลงได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น หากผู้ลงทุนเข้าซื้อ Inverse ETF (-2X) ด้วยเงิน 100,000 บาท และในวันนั้นดัชนีปรับตัวลง -2% ETF ก็จะให้ผลตอบแทนประมาณ +4% หรือประมาณ 4,000 บาท ถือเป็นการสร้างกำไรในภาวะที่ตลาดโดยรวมไม่เอื้ออำนวย

เห็นได้ว่า L&I ETF เป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนบริหารจัดการพอร์ตได้อย่างยืดหยุ่นและหลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเร่งผลตอบแทนเมื่อมั่นใจหรือการบริหารความเสี่ยงเมื่อกังวล ซึ่งในการบริหารจัดการกองทุน ETF เหล่านี้ให้มีผลตอบแทนสะท้อนอัตราผลตอบแทนรายวันของดัชนีตามนโยบายที่กองทุนกำหนดไว้นั้น ผู้จัดการกองทุน L&I ETF จะมีกระบวนการติดตามและปรับการลงทุนรายวัน (Daily Rebalancing) ซึ่งในระยะยาวโดยเฉพาะกรณีที่สภาพตลาดมีความเหวี่ยงหรือผันผวนสูง ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผลตอบแทนทบต้นในระยะยาวไม่เป็นไปตามอัตราทดโดยตรง ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าใจกลไกการทำงานของกองทุนประเภทนี้ว่าเหมาะสมกับการใช้งานกับการลงทุน “ระยะสั้น” เป็นหลัก และควรมีการติดตามการซื้อขายอย่างใกล้ชิด โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ \ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากโบรกเกอร์ที่ใช้บริการ