“ธุรกิจครอบครัว” อยู่ระหว่างตัดสินใจก้าวเข้าสู่การเป็น “บริษัทมหาชน” และ “บริษัทจดทะเบียน” (บจ.) ในตลาดหุ้นไทย ในท้ายที่สุดเผชิญปัญหาโครงสร้าง-คัดเลือกบุคคล ที่มีอยู่หลายเจเนอเรชันไม่แตกต่างกัน จนทำให้เกิดความไม่สมดุลทรานส์ฟอร์มธุรกิจในอนาคต
เวที The 3rd SET Annual Conference on Family Business: Transforming Family Business “พลิกอนาคตธุรกิจครอบครัว ให้โตอย่างยั่งยืน” จัดขึ้นเพื่อธุรกิจครอบครัวเพื่อวางรากฐานจากธุรกิจครอบครัวสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ในอนาคต รวมถึงการแก้โจทย์ยากของธุรกิจครอบครัว เมื่อทายาทต้องสานต่อ Legacy เดิม พร้อมทั้งต้อง ทรานส์ฟอร์มสร้าง Legacy ใหม่ จนเกิดเป็นความท้าทายสำคัญของการผสานพลังระหว่างรุ่นให้ธุรกิจรอด
“ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และพันธมิตร มุ่งมั่นให้ความสำคัญในการสนับสนุน และพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทยให้เข้มแข็ง และเติบโตเป็นเสาหลักกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุน และเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง อีกทั้งเรื่องธุรกิจครอบครัวกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ในยุคความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการก้าวเข้าสู่ยุค AI เต็มตัว
ผ่านโครงการสนับสนุนทุนวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวไทย เพื่อส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยที่มีคุณภาพ เสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัว ให้มีองค์ความรู้ด้านบริหารจัดการธุรกิจ และการตลาดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อันจะนำมาซึ่งข้อมูลที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างโอกาสทางการค้าและการบริหารเครือข่ายให้แก่ธุรกิจครอบครัว
@8 ขั้นบันไดทรานส์ฟอร์ม “ธุรกิจครอบครัว”
การพลิกอนาคต ธุรกิจครอบครัวให้โตอย่างยั่งยืนเป็นการ “ลบคำสาป” ที่ว่า ธุรกิจครอบครัวจะจบสิ้นภายใน 3 รุ่น ใน 8 แนวทาง ในการ Transformation ของธุรกิจครอบครัวไทย สู่ยุค AI เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย
1.ประเมินความพร้อมขององค์กร และทำความเข้าใจศักยภาพของ AI ในการกำหนดกลยุทธ์เป้าหมายว่า AI จะนำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจได้อย่างไร โดยควรมีการกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายค่านิยมของธุรกิจให้ชัดเจน วางแผนการนำ AI มาใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะสั้นและยาวธุรกิจ และพิจารณาปัญหาที่ AI จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร รวมถึงดูว่าคู่แข่งหรือคู่ค้าทางธุรกิจแบบเดียวกันใช้ AI ในรูปแบบใด ทั้งนี้ ควรใช้ที่ปรึกษาหรือกรรมการมืออาชีพที่มีความรู้ในเรื่อง AI มาช่วยพัฒนาระบบ AI และการใช้งาน
2.พิจารณาโอกาสและความเสี่ยง วิเคราะห์โอกาส อุปสรรค และความเสี่ยงจากการใช้ AI อย่างรอบคอบ รวมถึงในประเด็นกฎหมาย ความรับผิดชอบ การลงทุน พัฒนาทักษะบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้บุคลากรเรียนรู้ อบรมและพัฒนาทักษะดิจิทัล เพื่อให้ผู้บริหารให้เข้าใจ AI และเทคโนโลยีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัวได้ถูกต้องตามหลักจริยธรรมและกฎหมาย
3.สร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทดลอง และอาศัยศึกษาจากความล้มเหลวผิดพลาดการไม่ใช้ หรือการใช้ AI ในองค์กรอื่น โดยสามารถปรับปรุงวิธีการทำงานและการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ ควรมีที่ปรึกษาหรือกรรมการมืออาชีพที่มีความรู้ในเรื่องนี้มาช่วยให้คำแนะนำเช่นกัน
4.เพิ่มบทบาททายาทรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้ Next Gen รุ่น X, Y, Z มีส่วนร่วมในการนำ AI และเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ธุรกิจ โดยมอบหมายอำนาจในการบริหารจัดการภายใต้ที่ปรึกษาหรือกรรมการมืออาชีพที่มีความรู้ด้าน AI มาช่วยแนะนำ อีกทั้งผู้ส่งมอบธุรกิจต้องสนับสนุนทั้งการลงทุนและควรเรียนรู้เรื่องดังกล่าวด้วยตนเอง รวมถึงควรทดลองนำ AI มาใช้ในการทำงานของตนเองด้วย
5.ยินยอมกระจายอำนาจการตัดสินใจ โดยมอบหมายงานและกระจายอำนาจให้กับทายาทรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความสามารถในเรื่อง AI มากขึ้น เพื่อลดความล่าช้าในการปรับตัว โดยกำหนดระยะเวลาเป้าหมายชัดเจนและเงินลงทุนที่เหมาะสม หรืออาจแยกธุรกิจ AI ออกมาให้คนรุ่นใหม่บริหารเพื่อสนับสนุนธุรกิจอื่นๆ ด้วย หากมีธุรกิจหลากหลาย
6.ลงทุนในบุคลากรเทคโนโลยี และระบบข้อมูล และลงทุนพัฒนาทักษะของผู้บริหาร พนักงานเรื่อง AI อย่างจริงจัง เช่น การลงทุนในเทคโนโลยี ย้ายข้อมูลสู่ระบบคลาวด์, ใช้ Hybrid Cloud เพื่อความยืดหยุ่นและลดต้นทุนในการทำงาน ทั้งนี้โดยอาจเลือกลงทุนในโครงการที่เล็กๆ ก่อน สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจ ทั้งนี้ ควรศึกษาจากตัวอย่างธุรกิจที่มีการนำ AI และ IoT มาใช้ เช่น ระบบ SmartFarm, ระบบอัตโนมัติในโรงงาน, Chatbot สำหรับบริการลูกค้า
7.บริหารจัดการความเสี่ยงและจริยธรรม หากธุรกิจครอบครัวนำ AI มาใช้ ก็จะต้องวางนโยบายการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ คำนึงถึงผลกระทบทางจริยธรรม ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการใช้ AI เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐบาล
8. วัดผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จากเทคโนโลยี AI เปลี่ยนแปลงเร็วมากต้องมีการวัดผลและตัดสินใจปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยเร็ว และติดตามนโยบายและสถานการณ์ การส่งเสริมจากภาครัฐในเรื่องมาตรการภาษี BOI หรือเงินสนับสนุนจากภาครัฐพร้อม ๆ กันไป
@ตลาดทุนแหล่งสนับสนุนธุรกิจยั่งยืน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นแหล่งสร้างความเข้มแข็งให้กับ “ธุรกิจครอบครัว” จากช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี2565-2567) บริษัท "ธุรกิจครอบครัวใช้กลไกของตลาดหุ้นไทย" ในการระดมทุนเพื่อขยายกิจการ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าสินทรัพย์เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 9% ต่อปี และมีสัดส่วน 55% ของสินทรัพย์รวมทั้งตลาด
รายได้รวม ยังคงเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 11% ต่อปี และมีสัดส่วน 48% ของรายได้รวมทั้งตลาด มีกำไรรวม มีการผันผวนไปตามภาวะตลาด แต่ก็ยังมีสัดส่วนเฉลี่ย 54% ของกำไรรวมทั้งตลาด สัดส่วน Market Cap บริษัทที่เป็น Family Business ต่อ Total Market Cap เฉลี่ย 3 ปี อยู่ในระดับ 53%
การจ้างงาน 3 ปีที่ผ่านมา มีการจ้างงานเฉลี่ยมากถึง 1 ล้าน 4 แสนอัตราหรือ 74% ของการจ้างงานทั้งหมดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย จากข้อมูลตัวเลขข้างต้นนี้ ทำให้เห็นได้ว่า บริษัทธุรกิจครอบครัว ได้รับประโยชน์จากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดทุนไทยเป็นอย่างมาก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจครอบครัวโดยมีการเร่งเผยแพร่ความรู้การจัดอบรมสัมมนาให้การศึกษากับธุรกิจครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
@สภาครอบครัวสไตล์ “ตระกูลจิราธิวัฒน์”
ด้วยธุรกิจรีเทลและค้าปลีกมี “ยอดขาย” กว่า 4 แสนล้านบาท ทำให้ใครๆ ต่างสนใจ ธรรมนูญครอบครัว “จิราธิวัฒน์” ผ่านยุคการเปลี่ยนแปลงช่วง 78 ปี มาได้อย่างไร “ปริญญ์ จิราธิวัตน์” รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ยึดหลัก "สภาครอบครัวที่มีกฎเกณฑ์ ความโปร่งใส และแฟร์กับทุกแฟมิลี่ " ด้วยจำนวนทุกเจเนอเรชัน 200 คน ทำให้มีความเห็นต่าง -ขัดแย้งไม่แตกต่างจากครอบครัวอื่น จึงต้องให้ทุกคนในสภามีครบทุกสาย และให้ผู้อาวุโสในครอบครัวที่มีความรู้ประสบการณ์เยอะเป็นกรรมการ และเปิดกว้างบุคคลภายนอกให้เข้ามาตัดสินใจ เช่น นโยบายลงทุน คัดเลือกบุคคลเป็นซีอีโอทำทุก ๆ 4 ปีเป็นต้น ทำให้ลดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนที่จะนำเข้าบอร์ดสาธารณะในฐานบจ. ที่มีผู้ถือหุ้น
รวมถึงการบริหาร “เงินกงสี” ที่จากอดีตมีกำไรเท่าไรใส่เข้าไปหมดเป็นข้อดีทำให้ขยายธุรกิจได้ต่อเนื่องจนตัดสินใจเข้าตลาดหุ้นเพื่อขยายธุรกิจ แต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงช่วง 20 ปี ก่อนด้วยการให้ “เงินปันผล” แม้จะไม่ได้ทำงาน แต่ได้รับผลประโยชน์ตามสัดส่วนถือหุ้นแต่ละแฟมิลี่ (Family) สามารถแก้ไขปัญหาขัดแย้งได้เมื่อ “ทุกคนกินดีอยู่ดีมีเงินใช้ไม่ขัดสน”
@กงสีสู่มหาชน “ไทยประกันชีวิต”
หากพูดถึงธุรกิจประกันชีวิต ได้รู้จัก บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI ผ่านการตัดสินใจระดมทุนตลาดหุ้นไทยนำพายอดขายแตะ 4 แสนล้านบาท “วรางค์ ไชยวรรณ” กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นรุ่นที่ 2 เข้ามารับบทบาทบริหารงานรวมกับแฟมิลี่มีจำนวนไม่มากและรุ่น 1 (คุณพ่อ วานิช ไชยวรรณ) ยังคงดูแลการบริหารด้วยจึงทำให้ธุรกิจครอบครัวปัญหาน้อย แต่ยังยึดหลักการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ความปรองดอง ผ่านการเปลี่ยนแปลงช่วงสำคัญได้คือการได้พันธมิตรจากญี่ปุ่นเข้าจนมีการเปลี่ยนระบบบัญชีข้อมูล และการเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย
ธุรกิจประกันเป็นธุรกิจเฉพาะทางมีผู้บริหารต่างชาติจำนวนมาก และพนักงานพันคนการตัดสินใจอะไรผู้บริหารสูงสุดในครอบครัว 3 คนพูดคุยนอกรอบเพื่อได้ข้อสรุปแล้วเสนอบอร์ดบริษัทลดความขัดแย้ง รวมไปถึงเข้าร่วมการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส หรือกรณีมีปัญหาสามารถเข้ามาบริหารได้ทันที
“ความขัดแย้งในครอบครัวเกิดขึ้นได้แต่ต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ รวมทั้งเปิดใจคุยในสภาครอบครัวก่อนเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งปัญหาของครอบครัวไม่เหมือนกัน ตอนนี้รุ่น 2 และรุ่น 3 มีอายุห่างกันมากการหาบุคคลมาเป็นผู้บริหารไม่แค่อาศัยคนในนามสกุลเดียวกันต้องมีความรู้ ความพยายาม”
ดังนั้น นิยาม “ธุรกิจครอบครัว” จึงต้องวางกลยุทธ์ที่ชัดเจน พัฒนาทักษะคนในองค์กร เปิดรับนวัตกรรมใหม่ และปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันสมัย โดยเฉพาะทายาทรุ่นรับมอบของธุรกิจครอบครัวที่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และมีอำนาจในการตัดสินใจ โดยได้รับการสนับสนุนการลงทุนอย่างฉลาดและเหมาะสมจากรุ่นส่งมอบ เพื่อที่จะปรับตัวได้สามารถอยู่รอดและเติบโตในยุค AI ต่อไปได้อย่างยั่งยืน





