บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า กำไรปกติของกลุ่มเครื่องดื่มภายใต้ Coverage ของเราในไตรมาส 3/68 เบื้องต้นลดลงทั้ง QoQ และทรงตัว YoY มาจาก 1) กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังคาดกำไรปกติลดลง QoQ เนื่องจากเป็น Low season แต่ยังเติบโตต่อเนื่อง YoY จากส่วนแบ่งทางการตลาดของ CBG ที่ขยายตัว แต่ยอดขายในกัมพูชาอาจลดลงทั้ง QoQ และ YoY ทำให้หุ้นอาจยังไม่น่าสนใจ และ 2) กลุ่มเครื่องดื่มขนาดกลาง-เล็กคาดกำไรปกติฟื้นตัว QoQ หนุนจากการเข้าสู่ช่วง High season ของธุรกิจส่งออก รวมถึงตลาดชาเขียวพร้อมดื่มที่กลับมาเติบโต และ “ตัน พาวเวอร์ (เครื่องดื่มชูกำลัง)” ที่เริ่มมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นครั้งแรกในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ YoY คาดยังลดลงค่อนข้างมากจากทั้ง COCOCO ที่ได้รับผลกระทบจากสต๊อกราคามะพร้าวที่ยังมีต้นทุนสูง และ SAPPE ที่ได้รับผลจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ทำให้ท่าเรือบางแห่งถูกปิดชั่วคราว ประกอบกับการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ลูกค้าชะลอคำสั่งซื้อลง
ทั้งนี้ประเมินว่ากำไรปกติในไตรมาส 4 ของกลุ่ม อาจลดลงต่อ QoQ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว รวมถึงมีค่าใช้จ่ายพนักงานค่อนข้างสูงจากการจ่ายโบนัสพนักงานประจำปี แต่มองว่ากำไรปกติมีโอกาสกลับมาทรงตัว-เติบโตได้เล็กน้อย YoY หนุนจาก COCOCO และ SAPPE ที่คาดกลับมาทรงตัว YoY ได้อีกครั้งจากฐานต่ำในปีก่อน รวมถึงหุ้นตัวอื่นในกลุ่ม อาทิ OSP, CBG, ICHI ที่ยังเติบโต YoY
นอกจากนี้หาก รัฐบาลชุดใหม่สามารถออกมาตรการ “คนละครึ่ง” ในช่วงเดือนต.ค. มองเป็นส่วนช่วยหนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญในช่วงท้ายปีเป็น Upside ทั้งประมาณการกำไร และเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังของปี 2568
ขณะที่ Bloomberg เผยว่า ราคาน้ำตาลโลกค่าเฉลี่ยของเดือน ก.ย.2568 อยู่ที่ 15.86 USD/lb.ลดลง 3.3% MoM และลดลง 23.4% YoY เนื่องจาก 1) Unica ประกาศผลผลิตในบราซิลเพิ่มขึ้น 16%YoY เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกมากขึ้นจากในปีก่อนที่อากาศร้อนกว่าปกติจากผลของเอลนีโญ และ 2) อินเดียที่กลับมาส่งออกน้ำตาลได้อีกครั้งในช่วงต้นปีที่ผ่านมาหนุนให้อุปทานในตลาดโลกสูงขึ้น
นอกจากนี้เราประเมินว่าราคาน้ำตาลโลกยังเป็นขาลงในช่วงที่เหลือของปี จากแนวโน้มผลผลิตที่มีโอกาสสูงขึ้นได้อีกจากกรมอุตุนิยมวิทยาโลกที่คาดมีโอกาสเกิดลานีญา ในช่วงไตรมาส 4/68 ทำให้อากาศเย็นตัวลง เอื้อต่อการเพาะปลูกอ้อยเพิ่มเติมคาดน้ำตาลในประเทศมีโอกาสปรับลงตามน้ำตาลโลกในปี 2569 หนุน GPM
โดยประเมินว่าราคาน้ำตาลในประเทศมีโอกาสปรับตัวลงตามราคาน้ำตาลโลก เนื่องจากระบบการกำหนดราคาของไทยอิงกับตลาดโลกเป็นหลักเพื่อให้การค้าขายน้ำตาลภายในประเทศไม่บิดเบือนและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม การปรับราคาลงในประเทศมักอาจไม่รุนแรงเท่าตลาดโลก เพราะกองทุนอ้อยและน้ำตาลจะเข้ามาช่วยพยุงรายได้เกษตรกร เพื่อหนุนให้ชาวไร่อ้อยยังมีรายได้ที่ไม่ตกต่ำจนขาดทุนและไม่เปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชชนิดอื่น ที่อาจทำให้น้ำตาลมีโอกาสขาดแคลนในอนาคต
ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ยังได้รับประโยชน์จากราคาที่ลดลงตามทิศทางตลาดโลก รวมถึงแนวโน้มราคาเม็ดพลาสติกในประเทศที่ยังเป็นขาลง หลังจากที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าเม็ดพลาสติก ส่งผลให้แนวโน้มอุปทานเม็ดพลาสติกในประเทศกลุ่ม Non-US สูงขึ้น หนุนแนวโน้ม GPM ของกลุ่มในปี2026 ทั้ง CBG, SAPPE,
ICHI ที่มีสัดส่วนการใช้น้ำตาลที่6%, 5% และ 3% ตามลำดับ
ทั้งนี้มีการปรับประมาณการและราคาเหมาะสม ของหุ้นในกลุ่มเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี และปี 2569 ดังนี้
ICHI: เรามองเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบในครึ่งปีหลังของปี 2568 ที่คาดกำไรกลับมาโต HoH และ YoY โดยเรายังคงประมาณการกำไรปี 2568-2569 ที่ 1,237 ล้านบาท -2.9% YoY และ 1,315 ล้านบาท (+6.3% YoY) แต่เราปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2569 โดยเปลี่ยนวิธีการประเมินมูลค่าเป็น PE Multiple เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเครื่องดื่ม อิง PE ที่ระดับ 16.8 เท่า คิดเป็น -0.5 SD ของ PE Band ย้อนหลัง 5 ปี ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 16.80 บาท แม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นมาช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่หุ้นยังซื้อขายบน PER25-26 เพียง 13.5 เท่า และ 12.6 เท่า ตามลำดับ ซึ่งมองว่ายังไม่แพง รวมถึงยังคาดหวังเงินปันผลได้ที่ 8-9% ต่อปี จึงปรับคำแนะนำขึ้นจาก “TRADING” เป็น “ซื้อ”
COCOCO: เนื่องจากกำไรในครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่อ่อนแอ รวมถึงแนวโน้มกำไรในครึ่งปีหลังของปี 2568 ที่ยังลดลงค่อนข้างมาก YoY เนื่องจากฐานสูงในปีก่อนที่ราคามะพร้าวยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงรายได้ที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปทำให้เราปรับประมาณการก าไรปี 2025 ลง 56.7% เป็น 311 ลบ. (-56.8% YoY) จากการปรับสมมติฐานรายได้ลงจากเดิมที่ 8,424 ล้านบาท +27.9% YoY เป็น 7,266 ล้านบาท +10.3% YoY รวมถึงปรับ GPM ลงเป็น 17.9% จากเดิม 22.8%
ในส่วนแนวโน้มกำไรในปี 2569 เรายังมองเป็นบวก การเปิดโรงงานในฟิลิปปินส์ยังเป็นบวกต่อการเติบโตในระยะยาวของบริษัทตามเดิม เนื่องจากหากอิงสถิติตั้งแต่ปี 2011-2025 ราคามะพร้าผลแก่ (สำหรับทำกะทิ) จากฟิลิปปินส์ต่ำกว่ามะพร้าวไทยอย่างมีนัยสำคัญเฉลี่ยที่ระดับ 35.6% คาดช่วยหนุนให้ GPM ของน้ำกะทิที่อ่อนแอในช่วงปี 2568 กลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 1/69 เป็นต้นไป แต่เนื่องจากปัจจุบันเราเริ่มเห็นความเสี่ยงมากขึ้นจากทั้งปัญหาเรื่องการส่งออกสินค้าไปจีน รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่มีโอกาสชะลอตัวในอนาคตหลังการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทำให้เราปรับกำไรปี 2569 ลง 19.2% เป็น 719 ล้านบาท +131.4% YoY จากเดิมที่ระดับ 890 ล้านบาท จากการสมมติฐานทั้งรายได้และ GPM ลงเพื่อเพิ่มความระมัดระวัง
ทั้งนี้เรามีการปรับ PE ในการประเมินมูลค่าขึ้นจากเดิมที่ 12.5 เท่า เป็น 20.0 เท่า สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่คาดโตเด่นในปีหน้า ทำให้เราได้ราคาเหมาะสมเดิม ณ ไตรมาส 2/69 ที่ 7.00 บาท แม้ราคาหุ้นปัจจุบันสูงกว่าราคาเหมาะสมค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการในปี 2569 ที่ยังเป็นบวกทำให้เรายังคงคำแนะนำ “TRADING” เชิงกลยุทธ์หากมีสถานะอาจพิจารณา Lock-in-profit และหากราคาหุ้นปรับตัวลงไปแถว 7.00 บาท +/- มองเป็นจังหวะสำหรับการลงทุนระยะยาวคงน้ำหนักการลงทุนที่ “เท่ากับตลาด” เลือก ICHI เป็น Top picks
เราคงน้ำหนักการลงทุนที่ “เท่ากับตลาด” เลือก ICHI ([email protected]) เป็น Top pick ของกลุ่มจากแนวโน้มกำไรที่คาดกลับมาเติบโต HoH และ YoY ในครึ่งปีหลังของปี 2568 รวมถึงราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PER25-26 ที่ 13.2 เท่า และ 12.5 เท่า ตามลำดับ ถือว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ระดับ 19.7 เท่า และสามารถคาดหวังเงินปันผลได้ที่ระดับ 8-9% ต่อปี แนะนำ “ซื้อ” และหากชอบกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังแนะนำ “เก็งกำไร” OSP ([email protected]) เมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว
อย่างไรก็ตาม หากศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้คุณโดนัลด์ทรัมป์มีความผิดฐานเก็บภาษีนำเข้าเกินขอบเขตหน้าที่ ส่งผลให้ภาษี Reciprocal Tariff ที่ผ่านมาต้องถูกยกเลิก เรามองว่าหากเกิดกรณีดังกล่าวราคาหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มส่งออกทั้ง COCOCO / SAPPE / PLUS อาจฟื้นตัวได้แรง เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด





