ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เปิดเวทีสำคัญเพื่อสนับสนุน “ธุรกิจครอบครัว” ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทย ให้สามารถปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่อง “ความขัดแย้งภายในครอบครัว” ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น
ในงานสัมมนา “The 3rd SET Annual Conference on Family Business” ภายใต้ธีม Transforming Family Business ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 ก.ย. 2568 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯผู้นำทางความคิดจากหลากหลายวงการจะร่วมกันถอดรหัสการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจครอบครัว พร้อมเปิดมุมมองใหม่ในการสร้างธุรกิจครอบครัวที่แข็งแกร่งและมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
“ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” เน้นย้ำถึงบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็น“บ้านแห่งโอกาส” สำหรับธุรกิจครอบครัวไทย หรือ Family Business กำลังให้ความสนใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้น เพื่อก้าวสู่อนาคตเติบโตอย่างมั่งคงและยั่งยืน
ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้การสนับสนุนเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน เนื่องจากบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปัจจุบันกว่า 76% มาจากธุรกิจครอบครัว และเชื่อว่าธุรกิจที่ดีและยั่งยืนหลายแห่งมีจุดกำเนิดจากธุรกิจครอบครัว
ดังนั้น จึงมีการจัดการอบรมให้ความรู้มาอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้มีธรรมาภิบาล เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถระดมทุนและขยายตัวได้ ซึ่งแน่นอนว่า เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งคือ การช่วย “ลบคำสาป” ที่ว่าธุรกิจครอบครัวมักจะจบสิ้นภายใน 3 รุ่น !!
ความท้าทายกับความขัดแย้งใน“ครอบครัว”
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโอกาสเติบโต แต่ที่ผ่านมาก็มีหลายกรณีที่ธุรกิจครอบครัวประสบปัญหาความขัดแย้งหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
“ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์” ชี้ว่า ความขัดแย้งในครอบครัว “เป็นเรื่องปกติ” ของทุกครอบครัว แต่จะกลายเป็น “ปัญหา” เมื่อไม่มีการจัดโครงสร้างที่ดีและเหมาะสม ไม่มีการสื่อสารกัน หรือไม่มีกระบวนการระงับข้อพิพาท ในอดีตมีหลายตัวอย่างหรืออย่างที่เป็นข่าวเมื่อเร็วๆนี้ คือ
“โรงแรมดุสิตธานี” ที่เกิดความขัดแย้งของสมาชิกภายในครอบครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่าง บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการถือหุ้นที่บริษัทครอบครัว (ชนัตถ์และลูก) ซึ่งเป็น Holding Company ถือหุ้นใหญ่ และสมาชิกครอบครัว 3 คน รวมถึงคุณแม่ ถือหุ้นเท่ากันโดยไม่มีการทำพินัยกรรม ซึ่งเมื่อ “หุ้นเท่ากัน” และสมาชิกในครอบครัวไม่สามารถตกลงกันได้ นั่นก็ย่อมเกิดปัญหาขึ้น...
นอกจากนี้ ในการทำธุรกิจยังขาดการสื่อสารที่ชัดเจน เช่น กรณีที่บริษัทไม่จ่ายเงินปันผลในช่วงวิกฤติ ไม่มีการอธิบายถึงสาเหตุว่าเพราะอะไร และจะจ่ายได้เมื่อไหร่ และการเกี่ยวข้องของทายาทอีก 2-3 คน ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำธุรกิจหรือไม่ และแนวทางแก้ไขเป็นอย่างไร
อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “ตลาดยิ่งเจริญ” ที่มีคดีฟ้องร้องกันมานานถึง 14 ปี กว่า 40 คดี และอิทธิพลในวัฒนธรรมสมัยนิยม ถึงปัญหาความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว ยังถูกนำเสนอในสื่อต่างๆ เช่น ละครเรื่อง “เลือดข้นคนจาง” และภาพยนตร์ หรือละครอีกหลายเรื่องที่สะท้อนถึงเรื่องจริงดังกล่าว
นอกจากนี้ กรณีศึกษาในต่างประเทศ ก็มีตัวอย่าง คือ “กลุ่มโรงแรมไฮแอท” (ต่างประเทศ) ที่พี่น้องทำธุรกิจร่วมกันแต่ “พี่คนโต” บริหารงานโดยขาดความโปร่งใส และยังมีความพยายามลดบทบาทของทายาทคนอื่นๆ ทำให้ถูกกองทุนเข้า “ซื้อกิจการ” (เทคโอเวอร์) ในที่สุด
ความสำคัญธุรกิจ SME -ธรรมนูญครอบครัว
อย่างไรก็ดี ปัญหาเหล่านี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะใน “ธุรกิจขนาดใหญ่” เท่านั้น แต่ยังสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ “ธุรกิจขนาดเล็ก” และ “ธุรกิจขนาดกลาง” (SME) โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ธุรกิจ SME จำนวนมากต้องปิดตัวลง เพราะไม่มีการจัดโครงสร้างที่ดี ขาดการวางแผนสืบทอด และลูกหลานไม่สนใจเข้ามา บริหารงาน เนื่องจากปัญหาเรื่องผลตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม
ดังนั้น แม้แต่ธุรกิจ SME ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับ การวางแผนโครงสร้าง, การสืบทอดกิจการ, และการให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อดึงดูดลูกหลานให้เข้ามาทำงาน และช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้ ธรรมนูญครอบครัวที่ดีต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมในการร่างของสมาชิกทุกคน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเป็นที่ยอมรับ
“ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์” ชี้ทิ้งท้ายไว้ว่า “Central Group” ก็เคยเป็นธุรกิจขนาดเล็กมาก่อน และได้วางรากฐานการบริหารจัดการครอบครัวที่ดี รวมถึงธรรมนูญครอบครัวที่แข็งแกร่ง จนเป็นหนึ่งในบริษัทที่ดีที่สุดในเอเชียจริงๆแล้ว
สำหรับ ธรรมนูญครอบครัวที่ดีนั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือและความเห็นพ้องของสมาชิกในครอบครัว สมาชิกทุกคนควรมีส่วนร่วมในการร่าง เพื่อให้สะท้อนความต้องการและแนวปฏิบัติของครอบครัวอย่างแท้จริง นอกจากเอกสารทางกฎหมายแล้ว ความรักความเมตตาในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า
เปิดสูตรสำเร็จ 6C สู่ความยั่งยืน ‘ธุรกิจครอบครัว’
จากประสบการณ์การศึกษาและวิจัยกว่า 20 ปี “ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ นำเสนอ“สูตรสำเร็จ 6C” เพื่อช่วยให้ธุรกิจครอบครัวไทยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน โดย 6C ประกอบด้วย
1. Corporate Structure (โครงสร้าง) : การจัดโครงสร้างที่ดี มี Holding Company และการแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นที่ชัดเจน
2. Compensation (ผลตอบแทน/ผลประโยชน์) : การจัดสรรผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยเน้นย้ำว่า “ความเท่าเทียมกันไม่ใช่ความยุติธรรม” (Fair do not mean equal)
3. Communication (การสื่อสาร) : การพูดคุยกันอย่างเปิดอกและสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ควรมีคนกลางหรือกรรมการอิสระเข้ามาช่วยประสาน
4. Conflict Resolution (กระบวนการระงับข้อพิพาท) : ควรมีกลไกในการซื้อขายหุ้นในกรณีที่เกิดความขัดแย้ง มีการไกล่เกลี่ย รวมถึงการจัดทำธรรมนูญครอบครัว
5. Caring & Compassion (ความเอื้ออาทรและความรัก) : ความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวหลายแห่งมาจากความเสียสละของผู้นำและสมาชิกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและสายสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่าเรื่องเงิน
6. Change (การเปลี่ยนแปลง) : ธุรกิจครอบครัวต้องปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี
กุญแจสำคัญอยู่รอดเกิน 100 ปี!
แม้ว่า การปฏิบัติตาม 6C “จะไม่การันตีความสำเร็จ 100% แต่จะ” เพิ่มโอกาส “ให้ธุรกิจครอบครัว” อยู่รอดได้ “อย่างยั่งยืน”
และ “การเสียสละ” ของผู้เป็นผู้นำอย่างที่เห็นในกรณีของ “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” ที่แม้จะทำธุรกิจ แต่ก็แบ่งให้พี่น้องเท่ากันนั่นคือ
“กุญแจสำคัญ”
พร้อมกับเน้นย้ำว่า “การสื่อสาร” ยังเป็นอีกกุญแจสำคัญเช่นกัน หากเกิดความขัดแย้ง จึงจำเป็นต้องมี “คนกลาง” เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และมองว่า “กรรมการอิสระ” ของบริษัทจดทะเบียน สามารถมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงสมาชิกในครอบครัว เพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จมี “โอกาสอยู่รอดได้เกิน100ปี” ไม่แพ้ญี่ปุ่น





