background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (6 พ.ค.) ปิดตลาดเย็นลบ 11.12 จุด ราคาน้ำมันกดดัน

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (6 พ.ค.) ปิดตลาดเย็นลบ 11.12 จุด ราคาน้ำมันกดดัน

"ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (6 พ.ค.) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,187.86 จุด ลดลง 11.12 จุด หรือ 0.93% "นักวิเคราะห์" ชี้ หุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้าและราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง

"ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (6 พ.ค.) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,187.86 จุด ลดลง 11.12 จุด หรือ 0.93% โดยดัชนีฯ เคลื่อนไหวผันผวนทั้งวัน ซึ่งทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,201.04 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,187.86 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 43,520.58 ล้านบาท

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (6 พ.ค.) ปิดตลาดเย็นลบ 11.12 จุด ราคาน้ำมันกดดัน ภาวะหุ้นไทยวันนี้ (6 พ.ค.)

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. KBANK ราคาปิด 162.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 1.89% มูลค่าซื้อขาย 3,818.62 ล้านบาท
  2. PTTEP ราคาปิด 94.75 บาท ลดลง 2.75 บาท หรือ 2.82% มูลค่าซื้อขาย 2,459.22 ล้านบาท
  3. KTB ราคาปิด 22.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 1.38% มูลค่าซื้อขาย 2,288.66 ล้านบาท
  4. ADVANC ราคาปิด 297.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 0.68% มูลค่าซื้อขาย 2,277.17 ล้านบาท
  5. DELTA ราคาปิด 100.00 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 1.48% มูลค่าซื้อขาย 2,117.40 ล้านบาท

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ลิเบอร์เรเตอร์ กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้มาจากสถานการณ์สงครามการค้าที่ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงของการพักฐาน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากกลุ่มโอเปกเพิ่มกำลังการผลิต ทำให้ตลาดยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ

สำหรับแนวโน้มตลาดวันพรุ่งนี้ (7 พ.ค.) คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,180-1,220 จุด ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นค่าเฉลี่ย 25 วันและ 75 วัน โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1,180 จุด หากดัชนีหลุดระดับนี้อาจเป็นสัญญาณไม่ดีสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น และควรพิจารณาตัดขาดทุน ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,200 จุดเป็นแนวต้านแรก และ 1,220 จุดเป็นแนวต้านถัดไป ตลาดยังคงรอปัจจัยใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะมาสนับสนุนทิศทางการลงทุนในระยะถัดไป

ด้านคำแนะนำการลงทุน นายวิจิตรแนะนำให้เลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มผลประกอบการที่ดี สำหรับหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่น่าสนใจ ได้แก่ MONO ซึ่งมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ได้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกที่กำลังจะเปลี่ยนฤดูกาล ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดสมาชิก MONOMAX ในไตรมาส 3

ส่วนหุ้นขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ ได้แก่ SCG ซึ่งมีผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ดี อาจได้ประโยชน์จากการเร่งส่งออกในระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามการค้า โดยเฉพาะธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มที่ดี และ ADVANC ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มสื่อสารที่มีความมั่นคง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากตลาดได้ปรับตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว และอาจอยู่ในช่วงพักฐานเพื่อทดสอบแนวรับ