background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยวันนี้ (17 มี.ค.) ปิดตลาดหุ้น ลบ 3.56 จุด จับตาประชุมเฟดสัปดาห์นี้

หุ้นไทยวันนี้ (17 มี.ค.) ปิดตลาดหุ้น ลบ 3.56 จุด จับตาประชุมเฟดสัปดาห์นี้

หุ้นไทยวันนี้ (17 มี.ค.) ปิดตลาดหุ้น เย็นอยู่ที่ 1,170.20 จุด ลดลง 3.56 จุด หรือ 0.30% โบรกชี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงเล็กน้อยในกรอบแคบตามคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุนรอดูผลประชุมธนาคารกลางทั้ง BOJ และ BOE ในสัปดาห์นี้ คาดพรุ่งนี้ดัชนีฯ แกว่งตัวในกรอบ 1,160-1,185 จุด

หุ้นไทยวันนี้ (17 มี.ค.) ปิดตลาดหุ้นเย็นอยู่ที่ 1,170.20 จุด ลดลง 3.56 จุด หรือ 0.30% โดย ดัชนีหุ้นไทย ผันผวนในทิศทางลงเกือบทั้งวัน ซึ่งทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,178.51 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,165.46 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย 35,834.86 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ (17 มี.ค.) ปิดตลาดหุ้น ลบ 3.56 จุด จับตาประชุมเฟดสัปดาห์นี้ ภาวะหุ้นไทยวันนี้ (17 มี.ค.)

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. KBANK ราคาปิด 152.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท หรือ 2.35% มูลค่าซื้อขาย 3,050,165.95 ล้านบาท
  2. PTT ราคาปิด 29.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.72% มูลค่าซื้อขาย 2,276,875.55 ล้านบาท
  3. ADVANC ราคาปิด 259.00 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ -3.00% มูลค่าซื้อขาย 2,190,880.30 ล้านบาท
  4. SCC ราคาปิด 169.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 0.88% มูลค่าซื้อขาย 1,481,422.70 ล้านบาท
  5. BBL ราคาปิด 144.50 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.69% มูลค่าซื้อขาย 1,418,415.45 ล้านบาท

ตลาดย่ำฐานรอปัจจัยใหม่กระตุ้น

ดัชนีตลาดหุ้นไทย ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบและยังคงย่ำฐานในระดับปัจจุบัน แม้จะมีปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะในส่วนของการบริโภค (consumption) และกิจกรรมค้าปลีก (retail activity) นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ให้ความเห็นว่า ตลาดอยู่ในช่วงของการรอปัจจัยใหม่ โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังคงวิ่งในกรอบแคบประมาณบวกลบ 3 จุดเป็นรายวัน

"ในภาพรวมตลาดบ้านเรายังย่ำฐานอยู่ในโซนนี้ เหมือนบวกสลับลบ เป็นรายวัน อย่างวันศุกร์ที่ผ่านมาเราพยายามจะฟื้น ซึ่งเก็งสตอรี่ของจีน มันก็มีเหมือนเล่นล่วงหน้าไปก่อน วันนี้ก็อาจจะเป็นภาพของการย่อลงมาบ้าง" นายวิจิตรกล่าว

เหตุผลที่ตลาดยังไม่ฟื้นตัว

นายวิจิตรระบุว่า แม้ระดับดัชนีในปัจจุบันจะอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ค่า P/E ประมาณ 12 เท่า ซึ่งไม่ได้แพงเกินไป แต่ปัจจัยสำคัญที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของตลาดคือ "ความเชื่อมั่นของนักลงทุน" ที่ยังอ่อนแอ โดยเฉพาะในส่วนของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในระยะยาวที่ยังไม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเล่นเก็งกำไรระยะสั้นเป็นหลัก

"เลเวลโซนนี้พีอี 12 เท่า มันไม่ได้แพงหรอก เพียงแต่ว่าปัจจัยหรือความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจจะต้องรอพวกเม็ดเงินต่างชาติที่ใส่เข้ามาหนัก ซึ่งต้องยอมรับว่ายังไม่เห็น ลองเทอมฟันด์ที่เข้ามาอาจจะแค่เป็นเส้นสั้นๆ กลายเป็นว่าอยู่ในโซนที่เทรดดิ้งได้ มันก็จะเล่นสั้น ทิศทางของโมเมนตัมก็ไม่ได้ไปไหน" นายวิจิตรอธิบาย

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้

สำหรับสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือการประชุมของธนาคารกลางหลายแห่ง ทั้งธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้คาดหวังการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากธนาคารกลางต่างๆ ยังคงรอความชัดเจนในเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่คาดว่าจะมีการประกาศในช่วงต้นเดือนเม.ย.

แนวโน้มดัชนีในวันพรุ่งนี้

สำหรับแนวโน้มของดัชนีหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้ นายวิจิตรคาดว่าจะยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบประมาณ 1,160-1,185 จุด โดยมีแนวรับที่ 1,160 จุด และแนวต้านที่ 1,185 จุด ซึ่งรูปแบบการเคลื่อนไหวของดัชนียังคงอยู่ในขาของการรีบาวด์ระยะสั้น โดยมีเป้าหมายที่ 1,200 จุด

คำแนะนำการลงทุน

นายวิจิตรแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาหุ้นใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

หุ้นพื้นฐานดีที่ราคาไม่แพง: กลุ่มเฮลท์แคร์ที่ปรับตัวลงมาเยอะและราคาย่ำฐานในระดับที่น่าสนใจ เช่น BDMS สำหรับนักลงทุนสายปลอดภัย

หุ้นที่มีอีเวนท์เฉพาะ: กลุ่มประกันภัย เช่น TLI ที่จะได้ประโยชน์จากการที่กองประกันจะเริ่มใช้ CO-PAYMENT ในวันที่ 20 มี.ค. ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มประกัน นอกจากนี้ ในปีนี้กลุ่มประกันยังมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานบัญชีใหม่ ซึ่งจะช่วยให้กำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 10% โดยไม่ต้องดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม

"ผมว่ากลุ่มเฮลท์แคร์ก็ได้ ลงมาเยอะมากเลย แล้วก็ราคาย่ำฐานใช้ได้ BDMS โซนนี้น่าตั้งรับสำหรับคนที่สายเซฟ ส่วนสายอีเวนท์ที่น่าสนใจ ผมว่า TLI ตัวประกันภัย กองประกันส่วนมากวันที่ 20 มี.ค. จะเริ่มใช้ COPAYMENT ซึ่งจะเป็นบวกต่อกลุ่มประกัน" นายวิจิตรแนะนำ