background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์แนวโน้มรุนแรงขึ้น 'โบรก' แนะลดความเสี่ยง 'ถือเงินสด' เพิ่มกว่าปกติ

ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์แนวโน้มรุนแรงขึ้น  'โบรก' แนะลดความเสี่ยง 'ถือเงินสด' เพิ่มกว่าปกติ

บล.เอเชีย พลัส เผย ความตึงเครียดตะวันออกกลางต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และระมัดระวังเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในช่วงวันหยุด หากเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น แนะลดความเสี่ยง 'ถือเงินสด' เพิ่มกว่าปกติ

บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น หลังอิสราเอล ส่งสัญญาณโจมตีกลับไปที่อิหร่าน โดยจะเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ขณะที่มีการเดินหน้าโจมตีเข้าไปในเลบานอนต่อเนื่อง ภาวะดังกล่าวทำให้ระดับความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น นักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเฉพราะอยางยิ่ง ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ในเชิงกลยุทธ์เห็นว่าควรลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยถือเงินสดเพิ่มขึ้นกว่าปกติ

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวยังมีหุ้นที่ได้ประโยชน์ได้แก่ หุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน โดยเรามองว่าหุ้น PTTEP, PTT รวมถึง TOP ราคายัง LAGGARD ส่วนในบ้านเราวานนี้มีการพูดคุยกันระหว่าง ผู้ว่าฯธปท. และ รมว.คลัง ซึ่งดูเหมือนยังไม่มีบทสรุปที่สำคัญ
 

ส่วนการประชุม กนง. 16 ต.ค.นี้ คาด คงดอกเบี้ยฯ ระดับความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น โดยในช่วงใกล้วันหยุดแนะนำถือเงินสดมากกว่าปกติเพื่อลดความเสี่ยง วันนี้คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1430 –1453 จุด หุ้น TOP PICK วันนี้เลือก CK, PTTEP และ TASCO

ทั้งนี้ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สูงขึ้น หนุนเม็ดเงินเข้า SAFE HAVEN วานนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกดีดตัวขึ้นมาแรงราว 5% ทำให้ค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันดิบ WTI เดือน ต.ค. 67 ขยับตัวเพิ่มขึ้น +3.6%MOM หลังความตึงเครียดตะวันออกกลางกลับมาเป็นที่น่ากังวลมากขึ้น จากกรณิอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธนับร้อยโจมตีอิสราเอลเมื่อต้นเดือน

ขณะที่ล่าสุดมีกระแสข่าว ปธน. โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กำลังหารือกับอิสราเอลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการโจมตีคลังน้ำมันของอิหร่าน ทั้งนี้ หากสถานการณ์ทวีรุนแรงเสี่ยงกระทบ SUPPLY การผลิตน้ำมันปรับตัวลดลง ไปจนถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะทำให้ค่าพรีเมียมความเสี่ยงถูกเพิ่มลงไปในราคาน้ำมัน

ส่วนผลพวงที่ตามมา หากราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้น คือ “ปัญหาเงินเฟ้อสหรัฐฯ เสี่ยงเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้าลง” ซึ่งอาจทำให้ FED ปรับลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ได้โดยหลังจากการประชุม FED เดือน ก.ย. ที่ผ่านมา FED WATCH TOOL ประเมินว่า FED จะลดดอกเบี้ย 0.5% ในครั้งถัดไป ด้วยความน่าจะเป็น 55% แต่ล่าสุดคาด FED จะลดดอกเบี้ยแค่ 0.25% ด้วยความน่าจะเป็น 69% ในการประชุมรอบเดือน พ.ย.นี้

ทั้งปัจจัยความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ บวกกับ FED อาจไม่รีบปรับลดดอกเบี้ยลงเร็วจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ล้วนหนุนให้DOLLAR พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ทำให้ในเชิงเปรียบเทียบเงินบาทอ่อนค่าขึ้นมายืนเหนือ 33 บาท/เหรียญฯ ซึ่งอาจส่งผลให้ FUND FLOW ชะลอการไหลเข้าบ้านเราได้ในช่วงสั้นๆ