background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

BYD ตอบกลับ ตลท. ชี้ตัวเลขให้ "ไทยสมายล์บัส" กู้ 9.6 พ้นล้าน คลาดเคลื่อน

BYD ตอบกลับ ตลท. ชี้ตัวเลขให้ "ไทยสมายล์บัส" กู้ 9.6 พ้นล้าน คลาดเคลื่อน

"บล. บียอนด์" ชี้แจง ตลท. ที่ตั้งข้อสังเกตปล่อยกู้ "ไทย สมายล์บัส" อิงข้อมูลงบ Q2/67 เท่ากับ 9.6 ล้าน โดยแย้งโครงการใช้เงินลงทุนรวมจริง 8.7 พันล้าน กิจการโบรกยังคงมีสภาพคล่อง 1.4 ล้าน และมี NCR ถึง 312.4% สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 7% อีกทั้งปัจจุบันยังไม่เข้าเงื่อนไขเบี้ยวหนี้

นายชัยพัชร์ นาคมณฑนาคุ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) (BYD) ชี้แจงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ตั้งข้อสังเกตในงบการเงินว่า กรณีบริษัทให้เงินกู้ยืมกับบริษัท ไทย สมายล์บัส จำกัด (TSB) (นำไปใช้เช่าซื้อรถ) จำนวน ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2567 เท่ากับ 9,697 ล้านบาท นั้น

บริษัทขอยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โดยสาระสำคัญของการนำเงินจากการกู้ยืมไปใช้ ปรากฏดังตารางดังนี้

BYD ตอบกลับ ตลท. ชี้ตัวเลขให้ "ไทยสมายล์บัส" กู้ 9.6 พ้นล้าน คลาดเคลื่อน

จากข้อมูลตามตารางโครงการใช้เงินลงทุน TSB รวมใช้จริงเท่ากับ 8,798 ล้านบาท 

โดยเปฺ็นไปตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2565 ที่อนุมัติให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ TSB จำนวน 8,550 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการการลงทุนขยายธุรกิจของ TSB และนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ตกลงกันเท่านั้น โดยมีหุ้นสามัญ และหุ้นบุริมสิทธิ์ของบริษัท เอซ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (ACE)  ที่ผู้ร่วมทุนถืออยู่ทั้งหมดมาเป็นหลักประกัน

ทั้งนี้ ACE เป็นบริษัทร่วมที่ ณ ปัจจุบันบริษัทถือหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิรวมกัน 49.39% ของทุนชำระแล้ว และ ACE ถือหุ้นใน TSB ทั้งหมด 100% 

นอกจากนี้ หากพิจารณาสภาพคล่องของบริษัทตามเกณฑ์ของทางการ จะพบว่า ณ วันที่ 17 กันยายน 2567 บริษัทยังมีสินทรัพย์สภาพคล่อง (NC) จ านวน 1,470.8 ล้านบาท และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องสุทธิ (NCR) 312.4% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ทางการกำหนดไว้ที่ 7% 

แสดงได้ว่า การไม่มีกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยรับจาก TSB ไม่ได้มีผลกระทบต่อฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และสภาพคล่องของบริษัทแต่อย่างใด

สำหรับประเด็นข้อสอบถามจากทาง ตลท. ชี้แจงดังนี้

1.ผลกระทบจากการพักชำระหนี้ให้กับ TSB ต่อฐานะการเงิน ผลการดำเนินงานและสภาพคล่องของบริษัท

จากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 ได้มีมติอนุมัติตามคำขอของ TSB ปรับเงื่อนไขและข้อตกลงภายใต้สัญญากู้ยืมเงิน โดยขยายระยะเวลา Grace period และพักการชำระดอกเบี้ย (ซึ่งในระหว่างการพักการชำระดอกเบี้ยยังคงมีการคำนวณคิดดอกเบี้ยอยู่ เพียงแต่ยังไม่มีการชำระเท่านั้น) ออกไปอีกไม่เกิน 3 ปี 3 เดือนนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินผลการดำเนินงานและสภาพคล่องของบริษัท 

รายได้ธุรกิจหลักทรัพย์มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามแผนการขยายธุรกิจหลักทรัพย์ของบริษัทโดยตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567 ได้มีการรับผู้บริหารและพนักงานทางด้านการตลาดเพิ่มขึ้นจำนวนมากเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกรรมด้านธุรกิจหลักทรัพย์ ด้านการบริหารจัดการความมั่งคั่ง (Wealth Management) และธุรกรรมที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ 

ซึ่งการขยายตัวของธุรกรรมดังกล่าว บริษัทต้องมีการลงทุนทั้งอาคาร สถานที่ อุปกรณ์และระบบต่างๆ เพื่อให้เป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการที่ครบวงจรและตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า จึงทำให้ผลการดำเนินงานในช่วงแรกมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้น 

สำหรับฐานะการเงิน และสภาพคล่องของบริษัท ก็ยังดำเนินธุรกิจได้ตามปกติไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสภาพคล่องของบริษัท บริษัทยังสามารถดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิและอัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ที่กำหนดให้ดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท และมีอัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิไม่ต่ำกว่า 7% ของหนี้สินทั่วไปและทรัพย์สินที่ต้องวางเป็นประกัน 

2.นโยบายการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของเงินให้กู้ยืมกับ TSB เนื่องจากปี 2566 ทาง TSB มีผลการดำเนินงานขาดทุนและส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ

จากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 12567 ผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติปรับเงื่อนไขและข้อตกลงภายใต้สัญญากู้ยืมเงินระหว่างบริษัทและ TSB ให้ขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยออกไปไม่เกิน 3 ปี 3 เดือน โดยให้เริ่มชำระไม่เกินวันที่ 31 มกราคม 2570

ซึ่งบริษัทได้พิจารณาเหตุดังกล่าวตาม TFRS 9 และถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสัญญากู้ยืมเงิน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงกระแสเงินสุดตามสัญญา ดังนั้นบริษัทจึงได้ทำการคำนวณผลกระทบและรับรู้ผลขาดทุนทางบัญชีจำนวน 102.91 ล้านบาท แสดงอยู่ในงบกำไรขาดทุนในไตรมาสที่ 1/2567 เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการประเมินการด้อยค่าของเงินให้กู้ยืมของบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 จึงประเมินโดยยึดตามเงื่อนไขและตารางการจ่ายเงินใหม่

โดยทำการประเมินตามหลักการของ TFRS 9 ซึ่งการพิจารณาการด้อยค่า (ECL) ของเงินให้กู้ยืมบริษัทได้พิจารณาใน 2 แง่มุมได้แก่ 1.จำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับคืน และ 2.ระยะเวลาที่จะได้รับคืน

  • จำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับคืน

บริษัทพิจารณาจากข้อเท็จจริงสนับสนุนหลายประการ เช่น ประมาณการกระแสเงินสดของกลุ่ม TSB ว่าสามารถสร้างกระแสเงินสดได้เพียงพอจ่ายคืนเงินกู้ยืมของบริษัทซึ่งจะเห็นได้จากผลประกอบการของ TSB ที่ดีขึ้นเนื่อง จาก ขสมก. ถอดถอนเส้นทางที่วิ่งทับซ้อนกับเส้นทางที่กลุ่ม TSB มีสิทธิโดยถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่ปลายปี 2566 ต่อเนื่องจนถึงต้นไตรมาสที่ 3/2567 

ส่งผลให้จากเดิมที่มีผู้โดยสารเฉลี่ย 280,998 คน/วัน เพิ่มขึ้นเป็น 328,839 คน/วัน (ผู้โดยสารสูงสุดที่ 372,531 คน/วัน) ซึ่งบริษัทได้ทำการประเมินประมาณการกระแสเงินสดที่สะท้อนปัจจัยดังกล่าวแล้ว พบว่า TSB ยังมีกระแสเงินสดเพียงพอจ่ายคืนเงินกู้ยืมและคาดว่าจะได้รับเงินให้กู้ยืมคืนทั้งจำนวน

อีกทั้งบริษัทยังได้พิจารณาการด้อยค่าของเงินลงทุนในบริษัทร่วม พบว่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมยังไม่ด้อยค่า เนื่องจากประมาณการกระแสเงินสดที่คำนวณได้หักเงินให้กู้ยืมจำนวนดังกล่าวแล้วยังเหลือพอที่จะคืนเงินลงทุนในบริษัทร่วม

  • ระยะเวลาที่จะได้รับคืน

จากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2567 ผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติให้ปรับเงื่อนไขและข้อตกลงซึ่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 เงินให้กู้ยืมดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดชำระคืน และถือว่ายังไม่มีเหตุผิดนัดชำระ

บริษัทยังเชื่อว่าความเสี่ยงด้านเครดิตของ TSB ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากวันแรก บริษัท จึงพิจารณา ECL ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใน 12 เดือนข้างหน้าเท่านั้น พบว่ายังไม่ถึงกำหนดชำระและไม่มีเหตุผิดนัดเกิดขึ้นตามเงื่อนไข

นอกจากนี้จากการพิจารณาประมาณการกระแสเงินสุดของ TSB ภายหลัง 12 เดือนข้างหน้า บริษัทเชื่อว่าTSB ยังคงสามารถจ่ายคืนเงินให้กู้ยืมได้ตามกำหนดชำระภายใต้เงื่อนไขและข้อตกลงที่ได้รับการอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงจากผู้ถือหุ้น 

3.ความเพียงพอของมูลค่าหลักประกันเงินให้กู้ยืมกับ TSB และมาตรการดูแลความเสี่ยงและการดำเนินการของบริษัทในการดูแลลูกหนี้ TSB

หาก TSB มีการผิดนัดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย บริษัทสามารถยึดหลักประกันซึ่งเป็นหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของ ACE ที่ถือโดยผู้ร่วมทุนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ACE อันเป็นในไปตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งกรณีดังกล่าวจะทำให้บริษัทสามารถเข้าไปจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของ TSB ทั้งหมดได้ต่อไป

ณ ปัจจุบัน บริษัทมีการติดตามการดำเนินงานของ TSB และบริษัทย่อย ทั้งจากรายงานการปฏิบัติการรายเดือน การเข้าตรวจสอบของผู้ตรวจสอบภายใน การเข้าตรวจสอบของผู้สอบบัญชี และการเข้าร่วมประชุมกับฝ่ายบริหารของ TSB ตลอดจน เข้าตรวจเยี่ยมกิจการเป็นระยะๆ เพื่อติดตามการใช้จ่ายลงทุนตามแผนงานที่ได้แจ้งต่อบริษัทไว้ ให้คำแนะนำ สนับสนุนการดำเนินงาน และพัฒนาธุรกิจร่วมกันต่อไป 

ทั้งนี้ ได้มีการรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารรับทราบเป็นประจำทุกเดือน และรายงานให้คณะกรรมการบริษัทรับทราบทุกไตรมาส

พร้อมกันนี้ นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ภายหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจัดการคณะกรรมการบริษัททำการกำกับและติดตามอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทมีการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยคำนึงถึงความเพียงพอของเงินทุน การมีสภาพคล่องที่มากเพียงพอสำหรับการขยายธุรกิจหลักทรัพย์ การบริหารบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำกับดูแล และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ มาโดยตลอด 

อีกทั้งให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลทรัพย์สินของลูกค้าให้ปลอดภัย สำหรับกรณีที่บริษัทเข้าลงทุนใน TSB นั้น บริษัทได้เปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนมาเป็นลำดับ 

การที่ตลาดหลักทรัพย์ขอให้บริษัทชี้แจงรายการในครั้งนี้ ส่งผลให้ลูกค้า พนักงาน และบุคคลภายนอกเกิดความกังวล และสอบถามเข้ามายังบริษัทผ่านช่องทางต่างๆ

ดังนั้น บริษัทจึงหวังว่า คำชี้แจงให้เห็นภาพรวมทั้งหมด รวมถึงการเปิดเผยถึงสถานะและสภาพคล่องของบริษัทในครั้งนี้ จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และชัดเจนได้