"ไออาร์พีซี" งบ Q2/67 ขาดทุนลดลงอยู่ที่ 732.29 ล้านบาท ดีขึ้น 67 จากงวด Q2/66 ที่ติดลบ 2,245 ล้านบาท รับผลดีกำไรสต๊อก บันทึก Net Inventory Gain 1,404 ล้านบาท ส่วนงวด 6 เดือนปี 67 พลิกกำไร 812 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนขาดทุน 1,945.07 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ยสูงขึ้น
นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า งบการเงินไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ขาดทุนส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 732.29 ล้านบาท จากไตรมาส 2/2566 ขาดทุน 2,245.79 ล้านบาท
รวม 6 เดือนแรกปี 2567 มีกำไรสุทธิ 812.25 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนขาดทุนสุทธิ 1,945.07 ล้านบาท
คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการระบุว่า ไตรมาส 2/2567 เปรียบเทียบกับไตรมาส 2/2566 บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ เพิ่มขึ้น 3,311 ล้านบาท หรือร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ขณะที่ปริมาณชายลดลงร้อยละ 7 สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมี Market GRM ที่ลดลง จากกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน จากส่วนต่างราคายางมะตอยเทียบกับราคาน้ำมันเตาปรับลดลง และกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง จากการลดลงของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเทียบกับกับราคามันดิบดูไบ
สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี มี Market PTF ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นคงที่ ส่งผลให้บริษัทมี Market GIM ลดลงร้อยละ 17 อย่างไรก็ตาม ไตรมาสนี้ บริษัทบันทึก Net Inventory Gain 1,404 ล้านบาท ทำให้บริษัทมี Accounting GIM อยู่ที่ 4,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 52 ส่งผลให้ไตรมาสนี้ EBITDA อยู่ที่ 1,439 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,329 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2566
ขณะที่ บริษัทบันทึกค่าเสื่อมราคา 2,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากงวดเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับมีต้นทุนทางการเงินสุทธิจำนวน 614 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากไตรมาส 2/2566 จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ในไตรมาส 2/2567 มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 732 ล้านบาท ขาดทุนลดลงร้อยละ 67 จากงวดเดียวกันของปีก่อน
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2567 บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ จำนวน 148,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ขณะที่ปริมาณขายลดลงร้อยละ 8 สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมี Market CRM ที่ลดลง โดยหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานเทียบกับราคาน้ำมันเตาปรับตัวลดลง โดยเฉพาะส่วนต่างราคายางมะตอย ที่ได้รับปัจจัยกดดันจากการปรับลดงบประมาณสร้างถนนในประเทศจีน ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางมะตอยในประเทศจีนปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ ธุรกิจปิโตรเคมี มี Market PTF ลดลงจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบปรับตัวลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะซบเซา ทำให้ความต้องการสินค้าปลายทางยังคงชะลอตัว ประกอบกับกำลังการผลิตใหม่ยังคงคงเป็นปัจจัยกดดันตลาด ในขณะที่ กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นต้นคงที่ ส่งผลให้บริษัทฯ บันทึก Market GIMM อยู่ที่ 9,083 ล้านบาท หรือ 7.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงร้อยละ 19 จากการที่ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวเพิ่มขึ้นขึ้น
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการคงนโยบายการลดการผลิตน้ำมันดิบของโอเปกพลัส และความขัดแย้งทางการเมืองในหลายประเทศได้แก่ อิสราเอล-ฮามาส รัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-อิหร่าน ซึ่งส่งผลให้มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 2,138 ล้านบาท หรือ 1.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
มีการกลับรายการปรับลดมูลค่าสินค้าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับ (กลับรายการ NRV) 1,252 ล้านบาท หรือ 0.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และกำไรจาก Realized Oll Hedging 298 ล้านบาท หรือ 0.23 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจากรายการดังกล่าว ส่งผลให้มี Net Inventory Gain รวม 3,688 ล้านบาท หรือ 2.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2567 มี Accounting GIM จำนวน 12,771 ล้านบาท หรือ 10.06 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 49 จากงวดเดียวกันของปีก่อน หลังจากหักรายการค่าใช้จ่ายดำเนินงานแล้วบริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 6,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 187 จากงวดเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ บริษัทบันทึกค่าเสื่อมราคา 4,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากงวดเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับมีต้นทุนทางการเงินสุทธิจำนวน 1,113 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยงวด 6 เดือนแรกปี 2567 ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทอ่อนค่า
ส่งผลให้บริษัทบันทึกขาดทุนจากการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน 362 ล้านบาท และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินกู้จำนวน 155 ล้านบาท
ขณะที่บริษัทมีกำไรจากการลงทุนจำนวน 579 ล้านบาท ตามรายละเอียดที่กล่าวแล้วข้างต้น จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ในงวด 6 เดือนแรกปี 2567 บริษัท บันทึกผลการดำเนินงานกำไรสุทธิ 812 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่บันทึกขาดทุนสุทธิ 1,945 ล้านบาท

