background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

‘กูรู’ ลุ้นหุ้นไทยพลิก ‘ขาขึ้น’ จับตา ก.ย. พ้นจุด 'ต่ำสุด' พร้อมทะยาน 1,500 จุด

‘กูรู’ ลุ้นหุ้นไทยพลิก ‘ขาขึ้น’  จับตา ก.ย. พ้นจุด 'ต่ำสุด' พร้อมทะยาน 1,500 จุด

กรุงเทพธุรกิจ จัดงานสัมมนา INVESTMENT FORUM 2024 “เจาะขุมทรัพย์ลงทุน... ยุคโลกเดือด! ในช่วง “เบญจภาคี 5 หุ้นเด่น ทำกำไร” มี “4กูรู” ตลาดทุนไทยมาให้มุมมองลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง “หุ้นไทยยังน่าลงทุน” จากครึ่งแรก หุ้นไทยปรับตัวลงมาต่ำเกินไป 50% เทียบกับตลาดหุ้นโลก 

ทั้ง “4กูรู” มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ดัชนีหุ้นไทยจะดาวน์ไซด์จำกัดมาก แต่ยังมีความหวังจากแนวโน้ม “จีดีพี และกำไร บจ.” ครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งแรก

มีปัจจัยบวกจากรัฐเร่งเบิกจ่ายงบอุตสาหกรรม K ขากลาง และบนจะเพิ่มขึ้นธีมดาต้าเซนเตอร์จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตให้เห็นกำไรต่อหุ้น (EPS)  ยังยืนระดับ 90 เท่า โดยรอเวลา “ต่างชาติ” หยุดขาย และกลับเข้ามาลงทุนหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนต้องเลือกลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง 

‘กูรู’ ลุ้นหุ้นไทยพลิก ‘ขาขึ้น’  จับตา ก.ย. พ้นจุด 'ต่ำสุด' พร้อมทะยาน 1,500 จุด

นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังคงมีลักษณะ “อึดอัด” ไปอีกระยะหนึ่ง 2-3 เดือนข้างหน้า และยังผันผวน ซึ่งอาจจะต้องรอจนกว่าสัญญาณชัดเจนที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทย “พลิกเป็นขาขึ้นทันที” เดือนก.ย.หุ้นจะดีขึ้น  

หาก ปัจจัยหนุนมาครบทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มลดดอกเบี้ยเดือนก.ย. จะเปลี่ยนกลุ่มหุ้นจากหุ้นเติบโตเป็นหุ้นมูลค่ากลับมาน่าสนใจ  ,จีดีพีไตรมาส 2 ปี 2567 ที่จะประกาศในเดือนส.ค. ยังดีต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ปี 2567 และไตรมาส 3 ไตรมาส 4 โตต่อ ทั้งปีจีดีพีโตได้ 2.5-2.6% ตามที่ สศช. และธปท. คาดการณ์ หรือมากกว่า

รวมถึง นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ต้องไม่ขัดแย้งกันในประเด็นนโยบายดอกเบี้ย  และปัจจัยการเมืองในประเทศคลี่คลายไม่มีความเสี่ยงใหม่เพิ่มเติม ประกอบกับมาตรการอัปติ๊กเริ่ม 1 ก.ค. เข้ามาจำกัดขาชอร์ตเซล ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ด้วย  

สำหรับ กลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยครึ่งปีหลัง  นายเผดิมภพ แนะนำ การลงทุนเน้นหุ้นที่ให้แคปปิตอลเกน และลงทุนในจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยมองหุ้นเด่นแบ่งเป็น  2 ชุดแรกสำหรับหุ้นชุดแรก เน้นลงทุนถือระยะยาว 3-6 เดือน ได้แก่ TRUE 10.30 บาท และ ADVANC 275 บาท โดยมองกลุ่มไอซีทีแข่งขันลดลง 

และหุ้นชุดที่สอง เน้นลงทุนเทรดระยะสั้น 2-3 สัปดาห์ ได้แก่ SPRC 11 บาท ราคาปิโตรเลียมปรับขึ้น , หุ้น KCE 45 บาท แม้จะหลุดจาก SET50 การผลิตรถยนต์แย่ แต่ปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยน และ TTB 2.20 บาท กำไรไตรมาส 2 ฟื้นดีกว่าคาด รับข่าวลบไปแล้ว 

นายกวี ชูกิจเกษม Head of Research and Content บล.พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตอนนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยใกล้จุดต่ำสุดแล้ว และยังมีความหวัง และอยากสร้างความมั่นใจกับ “หุ้นไทย” ครึ่งปีหลัง แม้อาจ “ดูไร้เสน่ห์” แต่ยังมีมุม “สวย” อยู่  โดยรอบนี้ อุตสาหกรรมที่ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยตรง (FDI) แทนเงินลงทุนทางอ้อมในตลาดหุ้นไทย  

ส่วนใหญ่เข้ามาในอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่มีโอกาสเติบโตระยะข้างหน้า ทำให้ประเทศไทยยังเป็นเสน่ห์ ได้แก่ พลังงานทดแทน (กรีนเอ็นเนอร์ยี่ รถอีวี แบตเตอรี่ ขายคาร์บอนเครดิต) และธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ รวมถึงเมดิคัลฮับที่ยังเป็นจุดแข็ง  

ส่วนมาตรการคุมชอร์ตเซลเป็นการติดอาวุธให้กับตลาดหุ้นไทย และมองว่า ต่างชาติต้องหาวิธีการใหม่ มีโอกาสกลับมาทำกำไรหุ้นไทย จากปัจจัยพื้นฐานแทนการชอร์ตเซล         

ดังนั้นด้วยระดับดัชนีหุ้นไทยลงมาที่ระดับ 1,200 จุด จากปีก่อนที่ระดับ 1,400 จุด และราคาหุ้นที่ 12 เท่า ถือว่าถูกมาเป็นจุดลงทุนหุ้นไทยแล้ว และโดนแรงขายต่างชาติ 10 ปี 1 ล้านล้าน แต่หุ้นไทยยังยืนได้ระดับนี้สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทย “มีดี”  หากไม่มีความเสี่ยงใหม่ทั้งปัจจัยนอก และในประเทศ จีดีพีไทยปีนี้โต 3% มองดัชนีหุ้นไทยปีนี้แนวรับ 1,200 จุด และแนวต้านไปถึง 1,500 จุด เป็นระดับที่เหมาะสม ไม่เวอร์เกินไป   

“ระดับดัชนีตอนนี้ 1,300 จุด ก็น่าซื้อแล้ว หากหลุดต่ำกว่า 1,300 จุด มองว่าเป็นจุดไม่แพง ต่อให้มีความเสี่ยงลงไปอีก และอยู่จุดที่ได้เปรียบกว่าคนที่มีต้นทุนสูงที่ซื้อไปก่อนหน้านี้”   

สำหรับหุ้นเด่นครึ่งปีหลัง เน้นหุ้นคุณค่า พีอีต่ำ ปันผลสูงถือระยะยาว ได้แก่ BBL 187 บาท พีอี 5.5 เท่า ปันผล 5.8% ,TU 19.10 บาท พีอี 12.80 เท่า ปันผล 4.6% , HMPRO 13.90 บาท พีอี 16.40 เท่า ปันผล 5.2% ,    SPALI 20.20 บาท พีอี 6.2 เท่า ปันผล 7.2%  และ PTTEP 195 บาท พีอี 7.8 เท่า ปันผล 5.7% มองปีหน้าทุกตัวพีอีจะลดลง มีโอกาสรับปันผลเพิ่มขึ้นอีก

"แน่นอนว่าตลาดหุ้นไทยมีน่าสนใจ หุ้นเบญจภาคีที่แนะนำมา 5 ปีย้อนหลัง ผลตอบแทนอาจยังติดลบ แต่เชื่อว่าลงทุนระยะยาว  25 ปี จะกลับมาเป็นบวกได้"    

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับลดลงมาที่ระดับ 1,280-1,300 จุด ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ มองว่าเหมาะสมหากดูในแง่โครงสร้าง หรือภาพรวมของไทย ทั้งวัดจากการเติบโตเศรษฐกิจไทย ค่าเงิน อัตราการโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน

แต่อย่างไรก็ตามมองว่า การที่ดัชนีหุ้นไทยลงไปสู่ระดับ 1,280-1,300 จุด ถือว่า ลงมามากเกินไป เพราะหากนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2566จนถึงมิ.ย.2567หรือ 18 เดือนที่ผ่านมา จากการที่ตลาดหุ้นโลก Outperform ขณะที่หุ้นไทยUnderperform ลง 50%

ดังนั้น การลดลงของดัชนีถือว่าลดลงมากเกินไป จากหลายบริบททั้งจากเศรษฐกิจที่เพิ่งฟื้นกลับมาเพียง 0.5% จากโควิด-19 และ Earnings Per Share (EPS) หรือ กำไรต่อหุ้นกลับมาเพียง 2.4-2.5 แสนล้านบาท ต่อไตรมาส หากเทียบกับกำไร สวนทางกับประเทศอื่นๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ทั้งตลาดหุ้น และ EPS

สำหรับ 6 เดือนข้างหน้า ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น ส่งออกจะเริ่มกลับมาพีกอัปมากขึ้น ก่อนการเปลี่ยนประธานาธิบดีที่จะหนุนให้จีดีพีในช่วง 3 ไตรมาสเติบโตติดต่อกันต่อเนื่อง ดังนั้น มองว่า EPS ที่ระดับ Earnings น่าจะยืนอยู่ได้ที่ระดับ 90  เท่า แรงหนุนที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจมากขึ้น คือ การเข้ามาลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ของต่างชาติในไทย ที่จะเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในระยะข้างหน้า ที่จะหนุนภาพจีดีพี และ EPS ให้ปรับตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก

“ที่ผ่านมาเราไม่มี K ขากลาง หรือขาบนสู้กับต่างประเทศหรือไม่ ยาก แต่ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ดาต้าเซนเตอร์ที่ดีที่สุดของโลกอยู่ในภูมิภาคเราแล้ว จุดแข็งใช้ไฟมากกว่าโรงงานอุตสาหกรรม 4 เท่า ใช้น้ำมากวิศวกรรมที่จะมาทำดาต้าเซนเตอร์ได้ แต่ประเทศไทยมีวิศวกรไม่ถึง 1 หมื่นคน และไม่เฉพาะแค่กัลฟ์กับกูเกิลเท่านั้นที่จะมาลงทุนด้านดาต้าเซนเตอร์ ดังนั้น ดาต้าเซนเตอร์จะเป็นธีมใหม่ของบ้านเราที่จะลงมาสู่ Earnings ที่เกิดขึ้นแล้ว”

ทั้งนี้ EPS อยู่ราว 91.5 เท่า กสิกรไทยมองอยู่ที่ 90 เท่า  และ Earning yield gap เทียบผลตอบแทนจากการปันผลของหุ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 1,480 จุด จากวันนี้ 1,280 จุด

สำหรับ คำแนะนำการลงทุน ให้เป็น 2 ธีมหลัก ธีมดาต้าเซนเตอร์ และธีมจากการเปลี่ยนผ่าน IOS18 โดยดาต้าเซนเตอร์จะมีคนได้ประโยชน์คือ คนขายที่ดิน ขายไฟฟ้า และกลุ่มก่อสร้าง โดยคาดว่ามาร์จินของดาต้าเซนเตอร์หลังจากนี้จะเติบโตได้ 20%

ดังนั้น กลุ่มที่จะได้ประโยชน์คือ COM7ราคาเป้าหมาย 19.30 บาท,DELTA ราคาเป้าหมาย 95 บาท,PSLราคาเป้าหมาย 10.50 บาท, AMATA ราคาเป้าหมาย 23.10 บาท และ BGRIM 26.50 บาท รวมถึงหุ้นเดินเรือที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการส่งออกที่จะเร่งขึ้นในไตรมาส 3 ปีนี้

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปัจจุบันแม้จะฟื้นตัวขึ้นบ้าง แต่ประเมินแรงขายนักลงทุนต่างชาติอาจจะยังมีอยู่ เนื่องจากมาตรการสร้างความเชื่อมั่นต่างๆ เช่น การควบคุมการขายชอร์ต (Short Selling) เน็กเก็ต ชอร์ต (Naked Short Selling) โดยการใช้ Uptick Rule การควบคุมโปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติ (Robot Trading) รวมถึงการกระตุ้นด้วยสิทธิประโยชน์จากกองทุน ESG ยังไม่เข้มข้นพอ

ทั้งนี้ คาดหวังไตรมาส 3 ปี 2567 ตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานกำกับดูแลจะมีการเพิ่มเติมมาตรการเพิ่มเติมที่มาเสริมความมั่นใจการลงทุน และยังคาดหวังเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวสนับสนุนมูลค่า (Valuation) ตลาดหุ้นไทยให้สูงขึ้นได้

ตลาดหุ้นไทยจะน่าสนใจมากขึ้นหากกำไรบริษัทจดทะเบียนขยายตัวแข็งแกร่ง และในโครงสร้างตลาดหุ้นไทยสามารถเพิ่มธุรกิจที่เติบโตแรงประเภทใหม่เพิ่มเติม นอกเหนือจากธุรกิจค้าปลีก ธนาคารพาณิชย์ และพลังงาน

โดยปัจจุบันประมาณการจีดีพีประเทศไทยปี 2567 จะขยายตัว 2.5-2.9% และมีตลาดหุ้นไทยมีค่า P/E ราว 14-15 เท่า ทว่าประเทศเพื่อนบ้านจีดีพีจะขยายตัว 4-6% และบางแห่งค่า P/E ต่ำเพียง 10 เท่า

“หลัง 1 ก.ค. นี้ต้องดูว่า Uptick Rule จะได้ผลแค่ไหน โอกาสห้ามขายชอร์ตไม่น่าเห็นเกิดขึ้นอยู่แล้ว และยังต้องดูว่าจะมีมาตรการเพิ่มที่แอ็กชันได้ตรงจุดไหม ถ้ามาตรการไม่เข้มพอความเสี่ยงก็ยังคงอยู่”

สำหรับ หุ้นเด่นแนะนำดังนี้ CPALL  72 บาท มีโอกาสงบทั้งไตรมาส 2ปี2567 และปลายช่วงปลายปีนี้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนจากผลบวกเศรษฐกิจฟื้น  , ADVANC  260 บาท กระแสเงินสดแข็งแกร่ง ภาวะการแข่งขันต่ำลง รายได้ต่อเลขหมายโทรศัพท์สูงขึ้น , BH  290 บาท ได้ประโยชน์ผู้ป่วยต่างชาติกลับมาในประเทศไทยมากขึ้นแล้ว คาดกำไรธุรกิจดีขึ้นทุกไตรมาส และไตรมาส 3 เป็นไฮซีซัน ,   

COCOCO  16.30 บาท ธุรกิจส่งออกน้ำมะพร้าวซึ่งส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ทิศทางกำไรขยายตัวทั้งรายไตรมาส และรายปี และจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วยกระตุ้นยอดขายปี 2568  ,  SGC  3 บาท เป็นหุ้นที่มีโอกาสงบการเงินพลิกฟื้นจากปี 2566 ขาดทุนสูง แต่ปีนี้จะผลประกอบการฟื้นชัดเจนในกลางปี 2567 เป็นต้นไป ยอดสินเชื่อพอร์ตมือถือขยายตัวชัด ขณะที่ยอดหนี้เสียต่ำราว 1%

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์