background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

โบรก แนะ‘เลี่ยง'หุ้นไฟแนนซ์เล็ก ชี้ศักยภาพชำระหนี้ลด เสี่ยงตั้งสำรองพุ่ง

โบรก แนะ‘เลี่ยง'หุ้นไฟแนนซ์เล็ก ชี้ศักยภาพชำระหนี้ลด เสี่ยงตั้งสำรองพุ่ง

“กลุ่มไฟแนนซ์” กำลังเผชิญปัญหา“หนี้ครัวเรือน” พุ่ง กระทบความสามารถ “ชำระหนี้” ลดลง "บล.กสิกรไทย" แนะเลี่ยง “หุ้นไฟแนนซ์เล็ก” เหตุแบกฐานลูกค้าต่างจังหวัดสูง เสี่ยงตั้งสำรองเพิ่ม “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” ชี้ผลงานไม่ค่อยดี “เฮงลิสซิ่ง” รับศก.ชะลอ ฉุดลูกค้าชำระหนี้ลด

จากปัญหา “หนี้ครัวเรือน” ของไทยอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 90.03% หรือคิดเป็น 16.3 ล้านล้านบาท ซึ่งหนึ่งในปัจจัยหลักคือการกู้ยืมมาเพื่อชดเชยสภาพคล่องที่เหือดแห้งลง ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว ดังนั้น ธุรกิจที่กำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว คงต้องยกให้ “ธุรกิจไฟแนนซ์” ยิ่งเฉพาะกลุ่มธุรกิจไแนนซ์ขนาดเล็ก 

นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า ธุรกิจไฟแนนซ์ที่มีขนาดใหญ่ สาขาครอบคลุมทั้งประเทศอย่าง บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) และ บมจ.เงินติดล้อ (TIDLOR) เริ่มควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้แล้วในไตรมาส 1 ปี 2567 สำหรับ MTC มี NPL ลดลง และ Stage 2 ลดลงได้ ขณะที่ในส่วนของ TIDLOR เห็นสำรองเริ่มลงมาอยู่ในกรอบของผู้บริหารได้แล้ว

โบรก แนะ‘เลี่ยง'หุ้นไฟแนนซ์เล็ก ชี้ศักยภาพชำระหนี้ลด เสี่ยงตั้งสำรองพุ่ง

ดังนั้น ฝ่ายวิจัยฯ มองหุ้นไฟแนนซ์ขนาดใหญ่ ยังมีผลการดำเนินงานเติบโตได้ในไตรมาส 2 นี้ ต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ปี 2567 ทั้งจากสินเชื่อที่โตขึ้นต่อเนื่อง NIM ที่เริ่มทรงตัว และการตั้งสำรองที่น่าจะลดลงได้

ส่วนธุรกิจไฟแนนซ์ขนาดเล็ก กลับเริ่มมีสัญญาณกำไรไม่ค่อยดี เนื่องจากคาดมาจากการบริหารจัดการกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่กระจายตัว (diversified) เท่ารายใหญ่ จึงอาจจะเจอผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า เพราะว่าธุรกิจไฟแนนซ์ขนาดเล็กยังเห็นผลกระทบจาก หนี้ครัวเรือนที่สูงมากกว่า เพราะสัดส่วนลูกค้าส่วนใหญ่ในพอร์ต เป็นลูกค้าต่างจังหวัดค่อนข้างมาก

ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไฟแนนซ์ ในบางตัวที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ บริหารจัดการพอร์ตลูกค้าได้ดี โดยหากถือหุ้นไฟแนนซ์รายเล็กก็สามารถสลับกลุ่มมาที่หุ้นไฟแนนซ์รายใหญ่

 

 

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า หากดูในหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ธุรกิจขนาดเล็กผลงานส่วนใหญ่มักออกมาไม่ค่อยดีมากนักโดยแนะนำนักลงทุนหากจะเข้าไปลงทุนควรเลือกเป็นหุ้น TIDLOR และ MTC จะค่อนข้างดีกว่า ที่เหลือแนะนำชะลอการลงทุนทั้งหมด

สะท้อนผ่าน หุ้น HENG ประกาศผลกำไรออกมาค่อนข้างแย่ ซึ่งกำไรลดลงมาจากปีที่แล้ว 100 กว่าล้านบาท เหลือประมาณ 22-23 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2567 โดยเป็นผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จํานวน 212.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน จํานวน 136.9 ล้านบาท หรือคิดเป็น 182.0% 

รวมทั้ง ขาดทุนจากการด้อยค่า และจําหน่ายสินทรัพย์ จํานวน 68.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน จํานวน 23.7 ล้านบาท หรือคิดเป็น 52.9% และค่าใช้จ่ายทางการเงิน จํานวน 139.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน จํานวน 54.5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 64.5%

นายวิชัย ศุภสาธิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล หรือ HENG เปิดเผยว่า ยอมรับได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตไม่เต็มศักยภาพ จากปัจจัยอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อที่กระทบค่าครองชีพของประชาชน 

ดังนั้น บริษัทมุ่งเพิ่มความเข้มงวดการพิจารณาปล่อยสินเชื่อเพื่อบริหารพอร์ตให้มีคุณภาพ และมุ่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าเปราะบางที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ตามกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผลให้พอร์ตสินเชื่อรวมในไตรมาส 1 ปี 2567 อยู่ในระดับที่ทรงตัว 

โดยมีรายได้รวม 769 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 23 ล้านบาท ชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการตั้งสำรองลูกหนี้สินเชื่อส่วนเพิ่ม สูงขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หนี้สงสัยจะสูญ (NPLs) ได้เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4% ของพอร์ตสินเชื่อรวม จากเดิมที่อยู่ 3.7% ประเมินยังอยู่ในภาวะที่บริหารจัดการให้ปรับตัวลดลงได้ โดยมุ่งโฟกัสลูกค้าที่มีศักยภาพในการชำระหนี้

“ด้วยบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ไม่คึกคักส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าไตรมาสนี้ลดลง เราจึงมุ่งโฟกัสคุณภาพพอร์ตสินเชื่อให้มีคุณภาพมากกว่าปล่อยสินเชื่อใหม่ ๆ ประเมินว่าทิศทางจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง”