หุ้นไทยเริ่มเห็นสัญญาณรีบาวด์ ต่างชาติพลิกซื้อหุ้นไทยโดดเด่น

หุ้นไทยเริ่มเห็นสัญญาณรีบาวด์ ต่างชาติพลิกซื้อหุ้นไทยโดดเด่น

เม.ย.ที่ผ่านมา “ต่างชาติ” พลิกกลับซื้อ “หุ้นไทย” เฉียด 4 พันล้าน เซกเตอร์หุ้นที่บวกมากสุดเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม "บล.กสิกรไทย" เปิด 4 ธีมเด่น น่าลงทุน เดือน พ.ค.

ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา “ต่างชาติ” พลิกกลับซื้อ “หุ้นไทย” เฉียด 4 พันล้าน “บล.กสิกรไทย” ชี้แม้เป็นตัวเลขไม่สูงมาก แต่เริ่มเห็นสัญญาณรีบาวนด์  “บล.เอเซีย พลัส” ต่างชาติซื้อหุ้นไทยโดดเด่นกว่าเพื่อนบ้าน

สรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย.2567 ดัชนีหุ้นไทยมีการปรับตัวลงไปค่อนข้างแรง มีผลมาจากสงครามตะวันออกกลางที่เป็นตัวกดดันให้ดัชนีหุ้นไทยจากบริเวณ 1400 จุด ลงไปอยู่ที่บริเวณ 1,330 จุด หลังจากนั้นตลาดเริ่มมีการรีบาวด์ขึ้นมาได้ประมาณ 1,360 -1,370 จุด ขณะที่สงครามตะวันออกกลางไม่ได้มีการลุกลามไปสู่กรณีที่เลวร้าย รวมถึงในหลาย ๆ ประเทศที่กลับมารีบาวด์ได้ 

"ภาพรวมการลงทุนในเดือนเมษายน 2567 ดัชนีหุ้นไทยยังคงแกว่งอยู่ในกรอบ 1360 -1370 จุด หรือติดลบ 1% และเมื่อดูวอลุ่มการซื้อขายในช่วง 1 เดือนต่างชาติซื้อหุ้นไทยประมาณเกือบ 3,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ได้เยอะมาก"
 

โดยเซกเตอร์หุ้นที่บวกมากสุดเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นเซกเตอร์สต็อกพิกตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่มีการปรับบวกขึ้นมาทั้งส่งออกอาหาร หรือเครื่องดื่ม นำโดย ASIAN +24% COCOCO +22%  AAI +17% MALEE +12% CBG +10% SAPPE +9% BTG +7% ICHI +6% จะเห็นได้ว่ากลุ่มนี้บวกขึ้นแรงที่สุดนับจากทุกกลุ่ม

ประเด็นหลัก ๆ มาจากฤดูกาลที่เข้าสู่หน้าร้อนบวกกับอุณหภูมิที่ร้อนที่สุด จึงทำให้เดือนเม.ย.คาดการณ์ว่า ยอดขายดีเครื่องดื่มดีมาก และอีกหนึ่งกลุ่มคือ ส่งออกอาหารสัตว์หลังจากที่มีการรายงานตัวเลขส่งออกอาหารจากรัฐบาล สินค้าจำพวกสินค้าเกษตร หรือส่งออกผลไม้ น้ำมะพร้าว ยางพารา เติบโตดีมาก จึงทำให้หุ้นกลุ่มเหล่านี้เฟอร์ฟอร์มขึ้นมา

ขณะที่ภาพรวมของการรายงานผลประกอบการของกลุ่มธนาคารไม่ได้แย่เหมือนที่หลายคนคาดการณ์ไว้ ส่วนปัจจัยภายในประเทศเริ่มเห็นการฟื้นตัวของ พ.ร.บ.งบประมาณ 

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันยังอยู่ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่ท่าทีที่จะบรรเทา รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯกับเศรษฐกิจจีน ในไตรมาส 1/67 ได้แสดงให้เห็นว่า เริ่มมีการฟื้นตัว ขณะที่ไอเอ็มเอฟมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจขึ้นด้วย ต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้มีการคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบอาจจะยืนอยู่ในกรอบบริเวณ 80 -90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปถึงระยะกลาง ประกอบกับเศรษฐกิจของสหรัฐภาคการจ้างงาน และเงินเฟ้อที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์มีผลให้การปรับลดดอกเบี้ยดีเลย์ออกไปจากกลางปี 2567 เป็นปลาย 2567 แทน และอาจจะเหลือการปรับลดลงเหลือแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น ภาพต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะยังคงต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงไปสักระยะหนึ่ง

เพราะฉะนั้นหน้าหุ้นอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกันไป โดยธีมในเดือน พ.ค.2567 ที่วางไว้ว่า Higher for Longer หรือ อัตราดอกเบี้ยนั้นจะยังอยู่สูงยาวนานกว่าปกติ และมองว่า ต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยค่อนข้างยาก ยังมีความกังวลในเรื่องส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐกับไทย เนื่องจากบาทอ่อนอยู่ที่ 37 บาท โดย 4 ธีมการลงทุนที่มองไว้ 1.กลุ่มที่เกี่ยวกับส่งออก เมื่อค่าเงินบาทน่าจะยืนอยู่ในกรอบ 36.80 - 37.30 บาท ไปทั้งเดือน จึงทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องนี้จะได้ประโยชน์โดยตรง เช่นหุ้น TU ASIAN AAI 2.ธีม Defensive เป็นหุ้น BEM BTS BDMS 3.ธีมแบงก์ TTB KKP และ 4. ธีมบิ๊กแคปที่ OSP ที่มองว่าจะเป็นแลกการ์ด

บล.เอเซียพลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ภาพรวมเม็ดเงินต่างชาติยังสลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยในเดือนเม.ย. นี้ โดดเด่นกว่าเพื่อนบ้าน โดยต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยในเดือน เม.ย. มูลค่า 2,900 ล้านบาท โดดเด่นกว่าเพื่อนบ้าน อย่าง ตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่ถูกขายสุทธิ -1,160 ล้านดอลลาร์ และ ฟิลิปปินส์ 125 ล้านดอลลาร์ 

อย่างไรก็ตามเมื่อสำรวจมูลค่าการซื้อขายของต่างชาติตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (3 ม.ค. - 29 เม.ย.67) พบว่ายังมียอดสุทธิเป็นขาย มูลค่ารวม -66,387.99 ล้านบาท ซึ่งหุ้นที่ถูกขายโดยต่างชาติมาสุด ได้แก่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ส่วนยอดซื้อสุทธิต่างชาติมากสุด ได้แก่ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL)