วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2569

Login
Login

สแกนผลงาน หุ้นยักษ์ใหญ่ Market Cap สูงสุดใน 10 หมวดธุรกิจ ใครแกร่งสุด

สแกนผลงาน หุ้นยักษ์ใหญ่ Market Cap สูงสุดใน 10 หมวดธุรกิจ ใครแกร่งสุด

สแกนผลงาน หุ้นยักษ์ใหญ่ Market Cap สูงสุดใน 10 หมวดธุรกิจ "นักวิเคราะห์" แนะ ตลาดหุ้นไทยเดือนเม.ย. - พ.ค.67 ยังแก่วงตัวไซด์เวย์ คาดครึ่งปีหลังตลาดหุ้นไทยฟื้น เศรษฐกิจดี

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้บริษัทที่ประกอบธุรกิจใกล้เคียงกันได้อยู่ในหมวดเดียวกัน เพื่อความเหมาะสมในการเปรียบเทียบระหว่างกันและเป็นข้อมูลด้านการลงทุนได้อย่างเหมาะสม 

โดยแนวทางการจัดกลุ่มนั้นให้สามารถสะท้อนประเภทธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนได้ชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมของประเทศได้มากขึ้น ในแต่ละ Sector ที่ผ่านมา 3 เดือนของปี 2567 ผลงานเป็นอย่างไร 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ให้ข้อมูลกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไตรมาสแรกของปี 2567 ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวในกรอบ Sideway 1,355 - 1,400 จุด หลัก ๆ มาจากต่างชาติที่ขายทำกำไรไปกว่า 7 หมื่นกว่าล้านบาท 

ทั้งนี้หากดูในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ต่างชาติขายทำกำไรใน 3 Sector ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มแบงก์ และซื้อกลุ่ม ICT และสามารถฟื้นตัวได้บ้าง ขณะที่ค่าเงินบาทแกว่งตัวอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หุ้นใน SET50 ค่อนข้าง Perform ได้ยาก และระมัดระวังในการขายออกของกลุ่มธนาคารด้วย 

โดยมองว่า หลังจากนี้เดือนเมษายน - พฤษภาคม 2567 ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยังคงไม่ต่างจากไตรมาส 1/67 ยังคงแกว่งตัวในกรอบ 1,355 - 1,400 จุด ส่วนในเดือนมิถุนายน และครึ่งปีหลัง 2567 เป็นต้นไป ตลาดหุ้นไทยคาดว่า จะสามารถปรับตัวขึ้นมาได้ 

ทั้งนี้การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังมาจาก 3 สาเหตุ คือ  1.ตัวเลขการฟื้นตัวส่งออกของประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา โดยเฉพาะจีน สหรัฐฯ ดูดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะฉะนั้นส่งออกที่ประมาณการไว้ที่จะโตแค่ 2% อาจจะยังมีอัพไซด์  2. ตัวเลขงบประมาณที่จะเข้ามาเต็มในช่วงไตรมาส 3/67 เป็นต้นไป เทียบกับ QoQ มากกว่าไตรมาส 1 และไตรมาส 2/67 อย่างมีนัยสำคัญเป็นเท่าตัว และ 3.Valuation ของบ้านเราที่ ณ ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ประมาณ 4 เท่า น่าจะ Laggard แล้ว

ขณะที่เศรษฐกิจจีนมองว่าจะฟืิ้นตัวในกลางปีนี้เป็นต้นไป แน่นอนว่า ไทยจะได้ประโยชน์โดยตรง จาก พ.ร.บ.งบประมาณ และเม็ดเงินก่อสร้าง รวมถึง จีดีพีส่งออกของจีนที่ฟื้น 

“ในระยะสั้น ๆ เมษายน แนะนำให้นักลงทุนติิดตามในวันที่ 10 เมษายนนี้ ว่าเม็ดเงินดิจิทัลวอเล็ตจะมาจากไหน และกนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ เบื้องต้นคิดว่า หุ้นขนาดใหญ่ยังไม่น่า Perform เนื่องจากว่าในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2567 หุ้นใหญ่ไม่ Perform แต่หุ้นกลาง และเล็กวิ่งได้หลายตัวประมาณ 20 -30% จึงมองว่า ภาพการซื้อขายน่าจะคล้าย ๆ กัน ยังคงเบาบาง”

ขณะเดียวกันหุ้น กลุ่มขนาดกลาง และขนาดเล็กที่น่าติดตาม เนื่องจากได้พึ่งพิงนักลงทุนต่างชาติ มองเป็นกลุ่มไฟแนนซ์ และ กลุ่ม F&B หากให้เลือกเป็นรายตัวมองเป็นหุ้น OSP AEONTS MTC และ SAK 

ธนวัฒน์ รื่นบันเทิง หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ทิสโก้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี 2567 ลงไป 3.6% ซึ่ง Sector ที่ออกมาแย่กว่าคาด คือ อิเล็กทรอนิกส์ แบงก์ และฟู้ด ซึ่งมีผลมาจากงบไตรมาส 4/66 ออกมาไม่ค่อยดีนักหรือต่ำกว่าคาด จึงทำให้มีแรงเทขายทำกำไรออกมา ในขณะที่อีกฝั่งที่ทำได้ดี เช่น กลุ่มโรงแรม กลุ่มปิโตรเคมี และเฮลแคร์ ซึ่งงบออกมาค่อนข้างดี แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะเป็นลบก็ตาม  

“กลุ่มโรงแรม หรือกลุ่มเฮลแคร์ ยังสามารถ Perform ได้จากงบที่ออกมาดี และเมื่อมองไปข้างหน้าผลประกอบการปีนี้ก็น่าจะยังดีอยู่เช่นกัน เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาช่วยใช้บริการทำให้กำไรจะดูดีขึ้น”

โดยมองว่า หลังจากนี้ไปหากเทีียบจากงบการเงินที่ออกมาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เซกเตอร์นั้น ๆ Perform หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจเป็นหลักด้วย เมื่อเศรษฐกิจแย่มาจากแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐค่อนข้างน้อย ซึ่งมาจากการ พ.ร.บ.งบประมาณล่าช้า แต่เมื่อได้เห็นความชัดเจนแล้วจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น 

จึงมองตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้ในช่วงปลายไตรมาส 2/67 เป็นต้นไป เมื่อมีพ.ร.บ.งบประมาณแล้ว หุ้นไทยน่าจะกลับมารีบาวน์ได้ กลุ่มที่ลิงค์กับกลุ่ม DOMESTIC เช่นกลุ่มค้าปลีก ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจแย่ ทำให้ยอดขายไม่ดี หากเศรษฐกิจกลับมาดียอดขายก็จะกลับมาดีด้วย 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถเริ่มเข้าไปสะสมหุ้นได้รอไปขายในช่วงเศรษฐกิจเริ่มฟื้นหรือหุ้นเริ่มฟื้นขึ้นมาแล้ว ซึ่งหุ้นที่สนใจมี 4 หลักทรัพย์คือ CPALL BJC HMPRO และ MC 

“กรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวมข้อมูล 10 SECTOR ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงสุด ใครแข็งแกร่งสุดณ (ข้อมูล ณ วันที่ 3 เมษายน 2567)

สแกนผลงาน หุ้นยักษ์ใหญ่ Market Cap สูงสุดใน 10 หมวดธุรกิจ ใครแกร่งสุด

1. ENERG (พลังงาน-สาธารณูปโภค) มูลค่า 9,770.01 ล้านบาท 

  • บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT
  • มาร์เก็ตแคป 971,141.87 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนราคา YTD -4.90%
  • อัตราเงินปันผล YTD 5.88%
  • P/E 8.67 เท่า
  • P/BV  0.87 เท่า  
  • กำไรสุทธิปี 2566 ที่ 112,023.88 ล้านบาท 
  • ราคา 52 สัปดาห์ สูงสุด/ต่ำสุด 36.50 / 29.75 บาท 

2. COMM (พาณิชย์) มูลค่า 4,597.13 ล้านบาท 

  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL
  • มาร์เก็ตแคป 485,087.47 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนราคา YTD -3.57%
  • อัตราเงินปันผล YTD 1.85%
  • P/E 26.25 เท่า
  • P/BV 4.37 เท่า  
  • กำไรสุทธิปี 2566 ที่ 18,482.13 ล้านบาท 
  • ราคา 52 สัปดาห์ สูงสุด/ต่ำสุด 67.75 / 50.50 บาท

3. ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศฯ) มูลค่า 3,617.25 ล้านบาท 

  • บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC
  • มาร์เก็ตแคป 603,764.58 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนราคา YTD -6.45%
  • อัตราเงินปันผล YTD 4.24%
  • P/E 20.76 เท่า
  • P/BV  6.67 เท่า  
  • กำไรสุทธิปี 2566 ที่ 29,086.11 ล้านบาท 
  • ราคา 52 สัปดาห์ สูงสุด/ต่ำสุด 231.00 / 200.00 บาท 

4. BANK (ธนาคาร) มูลค่า 6,597.14 ล้านบาท

  • บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB
  • มาร์เก็ตแคป 383,850.23 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนราคา YTD +7.55%
  • อัตราเงินปันผล YTD 9.07%
  • P/E 8.82 เท่า
  • P/BV 0.80 เท่า  
  • กำไรสุทธิปี 2566 ที่ 43,521.33 ล้านบาท 
  • ราคา 52 สัปดาห์ สูงสุด/ต่ำสุด 118.50 / 95.50 บาท

5.TRANS (ขนส่งและโลจิสติกส์) มูลค่า 2,189.14 ล้านบาท 

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT
  • มาร์เก็ตแคป 935,713.35 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนราคา YTD +9.62%
  • อัตราเงินปันผล YTD 0.55%
  • P/E 71.92 เท่า
  • P/BV 8.14 เท่า  
  • กำไรสุทธิปี 2566 ที่ 4,563.03 ล้านบาท 
  • ราคา 52 สัปดาห์ สูงสุด/ต่ำสุด 74.25 / 58.00 บาท

6. FOOD (อาหารและเครื่องดื่ม) มูลค่า 1,577.37 ล้านบาท 

  • บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF
  • มาร์เก็ตแคป 152,285.59 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนราคา YTD -7.65%
  • อัตราเงินปันผล YTD -%
  • P/E - เท่า
  • P/BV 0.62 เท่า  
  • กำไรสุทธิปี 2566 ที่ -5,207.35 ล้านบาท 
  • ราคา 52 สัปดาห์ สูงสุด/ต่ำสุด 22.10 / 17.00 บาท

7. PROP (พัฒนาอสังหาริมทรัพย์) มูลค่า 2,333.59 ล้านบาท

  • บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN
  • มาร์เก็ตแคป 283,866.00 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนราคา YTD -9.64%
  • อัตราเงินปันผล YTD 2.85%
  • P/E 18.85 เท่า
  • P/BV 3.08 เท่า  
  • กำไรสุทธิปี 2566 ที่ 15,061.62 ล้านบาท 
  • ราคา 52 สัปดาห์ สูงสุด/ต่ำสุด 71.75 / 60.50 บาท

8. HELTH (การแพทย์) มูลค่า 1,559.59 ล้านบาท

  • บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS
  • มาร์เก็ตแคป 452,922.05 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนราคา YTD +2.70%
  • อัตราเงินปันผล YTD 2.46%
  • P/E 31.51 เท่า
  • P/BV 4.76 เท่า  
  • กำไรสุทธิปี 2566 ที่ 14,375.27 ล้านบาท 
  • ราคา 52 สัปดาห์ สูงสุด/ต่ำสุด 30.75 / 25.00 บาท

9. FIN (เงินทุนและหลักทรัพย์) มูลค่า 1,120.00 ล้านบาท

  • บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC
  • มาร์เก็ตแคป 117,314.20 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนราคา YTD +4.60%
  • อัตราเงินปันผล YTD 2.79%
  • P/E 16.08 เท่า
  • P/BV 3.29 เท่า  
  • กำไรสุทธิปี 2566 ที่ 7,295.39 ล้านบาท 
  • ราคา 52 สัปดาห์ สูงสุด/ต่ำสุด 57.00 / 40.50 บาท

10. CONMAT (วัสดุก่อสร้าง) มูลค่า 650.68 ล้านบาท

  • บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC
  • มาร์เก็ตแคป 310,800.00 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนราคา YTD -15.36%
  • อัตราเงินปันผล YTD 2.32%
  • P/E 11.99 เท่า
  • P/BV 0.85 เท่า  
  • กำไรสุทธิปี 2566 ที่ 25,914.98 ล้านบาท 
  • ราคา 52 สัปดาห์ สูงสุด/ต่ำสุด 340.00 / 249.00 บาท