วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม 2569

Login
Login

ทริสฯ หั่นแนวโน้มเครดิต JMART เป็น ‘ลบ’ จาก ‘คงที’ สะท้อนสถานะการเงินอ่อนแอ

ทริสฯ หั่นแนวโน้มเครดิต JMART เป็น ‘ลบ’ จาก ‘คงที’ สะท้อนสถานะการเงินอ่อนแอ

“ทริสเรทติ้ง” หั่นแนวโน้มเครดิต JMART เป็น Negative จาก Stable คงอันดับเครดิตองค์กรที่ BBB+ สะท้อนสถานะทางการเงินอ่อนแอ จากผลดำเนินงานอ่อนแอกว่าคาดการณ์-ลงทุนเชิงรุก

ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ. เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART) ที่ ระดับ “BBB+” และ คงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “BBB”

ทั้งนี้ อันดับเครดิตหุ้นกู้ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าอันดับเครดิตองค์กร นั้น สะท้อนถึงความด้อยสิทธิ กว่าในเชิงโครงสร้างของภาระหนี้เงินกู้ยืมไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทเมื่อเทียบกับสิทธิเรียกร้องในการชำระคืนหนี้ของบริษัทย่อยต่าง ๆ ของบริษัท

ขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้ง ยังปรับเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น “Negative” หรือ “ลบ” จาก “Stable” หรือ “คงที่” ด้วย โดยแนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนถึง สถานะทางการเงินของบริษัทที่อ่อนแอลง อันเนื่องมาจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ และ การลงทุนเชิงรุก ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ทริสเรทติ้ง ยังคงมองว่าระดับการก่อหนี้ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกใน ช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจากแผนการลงทุนซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อัตราการจัดเก็บเงินนั้นยังคงมีความไม่แน่นอน

อันดับเครดิตองค์กรยังคง สะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจในระดับปานกลางของบริษัทซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ที่แข็งแกร่งจากบริษัทลูกรายใหญ่ 3 รายได้แก่

  • บมจ. เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) (อันดับเครดิต "BBB+/Negative") ซึ่งเป็นบริษัทลูกหลักที่ ดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ
  • บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (JMB) ซึ่งดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่
  • และ บมจ. เจเอเอส แอสเซ็ท (J-Asset) ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต ความเสี่ยงทางการเงินที่ปรับเพิ่มขึ้น ผลการดำเนินงานรวมของบริษัทในปี 2566 ต่ำกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดไว้ซึ่งโดยหลักแล้ว มาจากการจัด เก็บเงินสด จากลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อ่อนตัวลงของ JMT ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น แม้จะมีความพยายามที่มากขึ้น แต่การจัดเก็บเงินสดกลับเติบโตเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ระดับ 5.8 พันล้านบาทในปี 2566 โดยเพิ่มขึ้นเพียง 4% เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตที่มากกว่า 20% ใน ระหว่าง ปี 2564-2565

นอกจากนี้ JMB ก็ประสบกับการชะลอตัวของยอดขายที่ลดลงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากช่องทางการจัดจำหน่าย ของบริษัทในเครือคือ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER อันดับเครดิต "BB+/Stable")

ในขณะเดียวกันภาระหนี้สินทางการเงินของบริษัทก็ยังคงปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนของบริษัทเอง และ จากการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดย JMT ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนี้สินรวมของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มาอยู่ที่ 2.65 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 จาก 1.59 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 ส่วน อัตราการก่อหนี้ของบริษัทซึ่งวัดจากอัตราส่วนหนี้สินทาง การเงินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายภาษีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ปรับปรุงแล้วนั้นก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.6 เท่า ณ สิ้นปี 2566 จาก 1.2 เท่า ณ สิ้นปี 2564

การเพิ่มขึ้นของภาระภาระหนี้หนี้สินสินของบริษัทนั้นมาจากการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของ JMT โดยงบประมาณสำหรับการซื้อสินทรัพย์ด้อยรายปีนั้นอยู่ที่ระดับ ประมาณ 5-9 พันล้านบาทในช่วงระหว่างปี ปี 2564-2566 ซึ่งตรงข้ามกับงบประมาณที่ระดับเพียง 2-4 พันล้านบาทในช่วงระหว่าง ปี 2561-2563

ทั้งนี้ การลงทุนการลงทุนจำนวนมากในบริษัทลูกหลาย ๆ แห่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่ บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเคจำกัด (JK AMC) บริษัท บีเอ็นเอ็น เรสเตอรองท์ จำกัด (BNN)) บมจ. พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป (PRTR) บริษัท ซุปเปอร์ เทอร์เทิล จำกัด (มหาชน) (TURTLE) บมจ. น้ำตาลบุรีรัมย์ (BRR) และบริษัทอื่นและบริษัทอื่น ๆ นั้นนับว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาระภาระหนี้สินของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ JMT ยังได้ให้เงินกู้แก่ JK AMC ที่จำนวน จำนวน 4.9 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 ซึ่งได้เพิ่มภาระหนี้สินโดยรวมให้แก่สินโดยรวมให้แก่บริษัทบริษัทอีกอีกด้วยด้วย

ภายใต้สมมติฐานกรณีกรณีพื้นฐานในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่า JMT จะมีการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นปีละ 5-7 พันล้านบาทแต่จะไม่มีการลงทุนที่มีนัยสำคัญของบริษัท

ทั้งนี้ ในปี 2567 ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราการจัดเก็บเงินสดจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในปี ปี 2566 เมื่อพิจารณาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา โดยคาดว่าจะมีการมีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงระหว่างปี 2568-2569 ซึ่งทำให้คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินสุทธิต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทจะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3.5-4.0 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า

JMT ยังคงเป็นบริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจหลัก

ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของ JMT เป็นเป็นธุรกิจหลักที่สำคัญซึ่งสร้างกำไรให้แก่กลุ่มเจมาร์ท (JMART Group) อันเป็นสิ่งที่เน้นย้ำถึงสถานะของ JMT ใน JMART Group ทั้งนี้ สัดส่วนสินทรัพย์ของ JMT ต่อสินทรัพย์รวมของบริษัทนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 68.2% ณ สิ้นปี 2566 จาก จาก 43.0% ณ สิ้นปี 2561 ซึ่งในปี 2566 ที่แม้ว่าผลดำเนินงานของ JMT จะอ่อนกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดไว้ แต่บริษัทก็ยังรายงานผลกำไรสุทธิที่ระดับ 2.1 พันล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 23.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าก่อนหน้า

ในขณะเดียวกัน กำไรสุทธิของบริษัทมาอยู่ที่ 599 ล้านบาทจากการมีส่วนแบ่งขาดทุนที่มาจาก SINGER และผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากเงินลงทุนต่าง ๆ

ทั้งนี้ ในอนาคตข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่า JMT จะยังคงเป็นบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนรายได้ กำไรสุทธิและสินทรัพย์รวมของบริษัทของบริษัทต่อไป โดยแสดงให้เห็นถึงการที่บริษัทต้องพึ่งพา JMT เพื่อให้มีความแข็งแกร่งทางการเงินในระยะยาวภายใน JMART Group

สถานะความเสี่ยงทางธุรกิจอยู่ในระดับปานกลาง

ธุรกิจหลัก ๆ ภายใต้ ภายใต้ JMART Group นั้นประกอบไปด้วยธุรกิจค้าปลีก (Retail) และธุรกิจการเงิน (Finance) สถานะความเสี่ยงทางธุรกิจสถานะความเสี่ยงทางธุรกิจของบริษัทนั้นได้รับการประเมินให้ให้อยู่ในระดับปานกลาง (Moderate) โดยการประเมินดังกล่าวสะท้อนสะท้อนมาจากสถานะที่เพียงพอในธุรกิจค้าปลีกและการเงินของบริษัท การอย่างไรก็ตาม การที่บริษัทต้องทต้องพึ่งพาผลการผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของ JMT เป็นอย่างมากเป็นอย่างมากและผลการดำเนินงานและผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างอ่อนแอกว่าของบริษัทในกลุ่มรายบริษัทในกลุ่มรายอื่น ๆ นั้น ยังคงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญต่อสถานะความเสี่ยงทางธุรกิจของของบริษัท ในอนาคตนั้น ในอนาคตนั้น ความสามารถในการเพิ่มกระแสรายได้ที่มีอยู่อย่างหลากหลายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นก็จะมีผลกระทบในเชิงบวกต่ออันดับเครดิตอันดับเครดิตของบริษัทได้

คาดว่าการลงทุนจะชะลอตัวลง

ผู้บริหารของบริษัท ระบุว่าการเติบโตของบริษัทในอนาคตน่าจะเป็นการเติบโตที่มาจากภายในองค์กร (Organic Growth) เป็นส่วนใหญ่และจะเป็นไปอย่างอย่างระมัดระวังมากขึ้นโดยอาจจะมีการขายการลงทุนที่ได้ก่อไว้ก่อนหน้า ดังนั้น งบประมาณลงทุนในช่วง ช่วง 2-3 ปีปีข้างหน้า จึงน่าจะชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงหลาย ๆ ปีก่อนหน้า

โดยในปี 2567 ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีงบประมาณในการลงทุนที่ระมัดระวังไม่เกิน 200 ล้านบาท นอกเหนือจากนั้นทริสเรทติ้งคาดว่า JMT จะมีจะมีงบประมาณสำหรับซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอยู่ที่ 5-7 พันล้านบาทต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้าปี ในขณะที่การขยายศูนย์การค้าชุมชนแห่งใหม่ของ J-Asset นั้นจะใช้งบประมาณที่จำนวน 1 พันล้านบาทในปี 2567

การผสานพลังทางธุรกิจกับการลงทุนใหม่ๆ

การลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือการลงทุนในการลงทุนใน BNN ซึ่งดำเนินธุรกิจร้านอาหารภายใต้ชื่อ ธุรกิจร้านอาหารภายใต้ชื่อ "สุกี้ตี๋น้อย Suki Teenoi" ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่จำนวน 1.2 พันล้านบาท ทั้งนี้ BNN มีผลการการดำเนินงานที่โดดเด่นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยสามารถทำรายได้และกำไรสุทธิ ที่ระดับ 5.2 พันล้านบาทและ 911 ล้านบาทตามลำดับในปี 2566 หรือคิดเป็นอัตราที่ที่เพิ่มขึ้นที่ระดับ 32% และ 55% ตามลำดับ ซึ่งในปี 2566 บริษัทได้รับเงินปันผลจากกำไรสุทธิที่BNN ทำได้ที่จำนวน 178 ล้านบาทในปีก่อนหน้า

ความร่วมมือระหว่างบริษัทและ BNN ได้ส่งผลให้เกิดการผสานพลังทางธุรกิจที่หลากหลาย เช่น การเปิดร้านสุกี้ตี๋น้อยในห้างสรรพสินค้าชุมชนของ J-Asset การการริเริ่มโปรแกรมสะสมคะแนนหรือ "J-point Loyalty Program" จากบริษัทลูกอีกรายของบริษัทคือ บริษัท เจ อีลิท จำกัด (J Elite) มาใช้ และการการมีความมีความร่วมมือระหว่าง ร่วมมือระหว่าง BNN กับ กับ บริษัท บีนส์แอนด์บราวน์ จำกัด บริษัท บีนส์แอนด์บราวน์ จำกัด (BB) ซึ่งเป็นบริษัษัททลูกอีกรายหนึ่งของบริษัทในการบริษัทในการเปิดร้านขายเครื่องดื่มภายใต้ชื่อ "Teenoi Pop-up Cafe" เป็นต้น

สถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจซื้อขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่

ทริสเรทติ้งเชื่อเชื่อว่า JMB จะยังคงสามารถรักษาสถานะหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ในประเทศไทยต่อไปได้แม้แม้ยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่จะลดลงเมื่อปีที่แล้ว ทั้งนี้ สถานะดังกล่าวน่าจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการมีความร่วมมือที่หลากหลายกับบริษัทในกลุ่ม เช่น BNN PRTR และ บริษัท เคบีเจ แคปปิตอล จำกัด (KB) Capital (อันดับเครดิต "A-/Stable")

ในปี 2566 ผลการดำเนินดำเนินงานของ JMB ลดลงเนื่องจากรายได้ลดลงที่ลดลงเป็นหลักในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารค่อนข้างคงที่ ทั้งนี้ รายได้รวมของ JMB ลดลง 10.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยอยู่ที่ 8.7 พันล้านบาท ในขณะที่กำไรสุทธิลดลงเหลือ 119 ล้านบาท โดยลดลง 66.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนก่อนหน้า

ยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยโดยรวมชะลอตัวลงในปี 2566 สำหรับ JMB นั้น ยอดขายที่ลดลงมาจากยอดขายที่ผ่านช่องทางของ SINGER อย่างไรก็ตาม ยอดขายบางส่วนถูกชดเชยโดยการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของซัมซุง(Samsung) ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการสินเชื่อ "Samsung Finance Plus" ซึ่งมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อให้แก่โทรศัพท์โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถล็อคเครื่องได้ซึ่งซึ่งดำเนินการโดย ดำเนินการโดย KBJ Capital ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสร้างรายได้ให้แก่ JMB ที่ประมาณ 1 พันล้านบาท

ส่วนความร่วมมืออื่น ๆ ภายในกลุ่มที่ช่วยสนับสนุนรายได้นั้นยังรวมถึงการใช้ J-point Loyalty Program (สำหรับการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่) และบริการดูแลโทรศัพท์เคลื่ลื่อนที่ดำเนินการโดย Jaymart Insurance เป็นต้น นอกจากนี้ JMB ยังมีการมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้แก่พนักงานของ BNN BRR และ PRTR อีกด้วย จากความร่วมร่วมมือและการขับเคลื่อนกลยุทธ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ทริสเรทติ้งจึงดาดว่ารายได้รวมของ JMB จะอยู่ที่ระดับ 8.5-9.0 พันล้านต่อปีในช่วงระหว่างปี 2567-2569

-J-Asset ค่อยๆ ได้รับรับประโยชน์จากการลงทุน

J-Asset เริ่มเริ่มมีผลการดำเนินงานทางการเงินที่ค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจากการเปิดตัวศูนย์การค้าชุมชนแห่งแห่งใหม่ ได้แก่ "JAS Green Village Kubon" และ "JAS Green Village Bang Bua Thong" แม้พัฒนาการที่เพิ่มขึ้นนั้นยังมีไม่มาก แต่ทริสเรทติ้งก็มองว่าสิ่งดังกล่าวเป็นการก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องสำหรับการกระจายรายได้ของบริษัท ทั้งนี้ การเพิ่มรายได้และการเพิ่มรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่องจะเป็นผลผลบวกต่ออันดับเครดิตของบริษัทในระยะยาว ซึ่งในส่วนของ J-Asset นั้นมีรายได้รวมจำนวน 581 ล้านบาทในปี 2566 คิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ทริสเรทติ้งเชื่อว่ากลยุทธ์ของ J-Asset ที่จะมุ่งเน้นพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าชุมชนนั้นน่าจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผลการดำเนินงานของบริษัทอย่างช้า ๆ โดยในปี ในปี 2567 J-Asset มีแผนจะเปิดตัวศูนย์การค้าชุมชนใหม่อีก 3 แห่งซึ่งประกอบไปด้วย "JAS Green Village Prawet" "JAS Green Village Ram Khamheang" และ "JAS Green Village Khon Kean" โดยพื้นที่เช่าโดยรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว ๆ 25,000 ตารางเมตร

ในขณะเดียวกัน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุภายใต้ชื่อ "SENERA Senior Wellness" ก็ได้ได้มีการเปิดตัวอย่างเต็มที่ไปแล้วที่ศูนย์การค้าชุมชน JAS Green Village Kubon ในเดือนเมษายน 2566 และที่ JAS Green Village Bang Bua Thong ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งสามารถรับลูกค้าได้ทั้งสิ้นจำนวน 290 เตียง โดยปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งทริสเรทติ้งยังมีความคาดคาดหวังว่าธุรกิจดังกล่าวจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดให้แก่ J-Asset ได้ในอนาคต

แหล่งเงินทุนและสภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ในระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้าทริสเรทติ้งคาดว่าแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องของบริษัทจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยแหล่งสภาพคล่องส่วนใหญ่ตามงบการเงินรวมของบริษัทของบริษัทจะมาจากเงินทุนจากการดำเนินงาน ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 5.5 พันล้านบาทในปี 2567 รวมทั้งเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ สิ้นปี 2566 อีกจำนวนประมาณ 4.7 พันล้านบาท นอกจากนี้ ณ สิ้นปี 2566 บริษัทยังมีวงเงินกู้ระยะสั้นที่ยังไม่ได้เบิกใช้อยู่ จำนวน 1.3 พันล้านบาทอีกด้วย โดยแหล่งเงินทุนดังกล่าวน่าจะเพียงพอที่จะสนับสนุนการดำเนินงานและการขยายขยายธุรกิจของบริษัทได้ การขยายวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินจะช่วยสนับสนุนความต้องการด้านสภาพคล่องของบริษัทในช่วงที่ภาวะตลาดมีสถานการณ์ที่ตึงเครียดซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่เพิ่มสูงขึ้นได้

ทั้งนี้ ความต้องการในการใช้เงินทุนของบริษัทภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งนั้นประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ประมาณ 1-1.5 พันพันล้านบาท และเงินลงทุนเพื่อซื้อหนี้ด้อยคุณภาพมาบริหารโดย JMT อีกประมาณ 5-7 พันล้พันล้านบาทต่อปีนบาทต่อปี

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีสภาพคล่องที่เพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า สำหรับใช้ไถ่ถอนหุ้นกู้ของบริษัทที่จะครบกำหนดที่จะครบกำหนดในเดือนพฤศจิกายน 2567 จำนวน 2.5 พันล้านบาท และหุ้นกู้ของ JMT ที่จะครบกำหนดในเดือนกันยายนและพฤศจิกายน 2567 อีกจำนวน 1.6 พันล้านบาท

ณ เดือนธันวาคม 2566 หนี้สินทางการเงินรวมของบริษัทมีจำนวนทั้งสิ้น 2.48 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 1.48 หมื่นล้านบาท เนื่องจากอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนของบริษัทอยู่ที่ระดับ60% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 50% ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงมองว่าผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันมีความเสียเปรียบเจ้าหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

ในระยะ 3 ปีข้างหน้า (ปี 2567-2569) ทริสเรทติ้งมีสมมติฐานสำหรับการดำเนินงานของบริษัท ดังต่อไปนี้บริษัทจะมีรายได้ที่ระดับ 1.5-1.7 หมื่นล้านบาทต่อปีอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจจัดเก็บหนี้จะอยู่ที่ระดับ 70% กลาง ๆ ส่วนของธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่จะอยู่ที่ระดับ 10%-15% และของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่ระดับ 60% ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนและเงินลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1.0-1.5 พันล้านบาทต่อปี เงินลงทุนเพื่อซื้อหนี้ด้อยคุณภาพมาบริหารโดย JMT คาดว่าจะอยู่ที่ 5-7 พันล้านบาทต่อปี

แนวโน้มอันดับเครดิต "Negative" หรือ "ลบ" อยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าภาระหนี้สินของบริษัทซึ่งวัดจากอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินสุทธิต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้ว น่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงและมีทิศทางที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากบริษัทมีผลดำเนินงานที่อ่อนแอลงมีนัยสำคัญและ/หรือ บริษัทมีการลงทุนในเชิงรุกโดยการก่อหนี้ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินสุทธิต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไปจากระดับปัจจุบัน

แนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกถูกปรับกลับมาเป็น ปรับกลับมาเป็น "Stable" หรือ "คงที่" ในกรณีที่บริษัทมีผลการรดำเนินงานทางการเงินที่ดีขึ้นในขณะเดียวกันยังคงรักษาการก่อหนี้ให้อยู่ในระดับเดียวกับปัจจุบันเอาไว้ได้