“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (28 ธ.ค.66) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,415.85 จุด บวก 5.42 จุด หรือ 0.38% ดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นส่วนใหญ่ได้อานิสงส์จากตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความชัดเจนว่าเปอร์เซ็นต์ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะหั่นดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. สูงถึง 74% คาดต้นสัปดาห์หน้าแกว่งในกรอบ 1,390-1,440 จุด
ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาด “หุ้นไทยวันนี้” (28 ธ.ค.66) ซึ่งเป็นการเปิดทำงานของตลาดหุ้นวันสุดท้ายของปี 2566 ปิดตลาดอยู่ที่ 1,415.85 จุด บวก 5.42 จุด หรือ 0.38% โดยดัชนีตลาดหุ้นไทย ผันผวนในทิศทางปรับตัวขึ้นตลอดทั้งวันซึ่งทำจุดต่ำสุดวันนี้อยู่ที่ 1,410.87 จุด และสูงสุดอยู่ที่ 1,418.98 จุด มูลค่าซื้อขาย 39,285.68 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่
- BBL มูลค่า 3,508.19 ล้านบาท ราคาหุ้นอยู่ที่ 156.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.50 บาท หรือ 2.96%
- SCB มูลค่า 2,624.90 ล้านบาท ราคาหุ้นอยู่ที่ 106.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 2.42%
- KBANK มูลค่า 2,321.59 ล้านบาท ราคาหุ้นอยู่ที่ 135.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.50%
- DELTA มูลค่า 2,028.00 ล้านบาท ราคาหุ้นอยู่ที่ 88.00 บาท ลดลง 3.25 บาท หรือ 3.56%)
- AOT มูลค่า 1,996.89 ล้านบาท ราคาหุ้นอยู่ที่ 59.75 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.83%
ทั้งนี้ นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า วันนี้ดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นเนื่องจากได้รับอานิสงส์จากตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐหลังพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เพราะเปอร์เซ็นต์ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. มีมากถึง 73.9%
ประกอบกับก่อนหน้านี้ หุ้นไทยปรับตัวลงไปอย่างมาก ช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา จึงมีแรงซื้อจากต่างชาติกลับมาทำให้หน้าหุ้นใหญ่ปรับขึ้นยกแผงนำโดยธนาคารพาณิชย์ แม้จะมีรายงานว่าเศรษฐกิจไทยขาดดุล 1,000 ล้านบาท ก็ตามแต่นักลงทุนอาจมองข้ามปัจจัยดังกล่าวไปแล้ว
สำหรับการซื้อขายระยะสั้นช่วงสัปดาห์หน้าแนะนำเก็บ GPSC KAMART และ AMATA และประเมินว่าดัชนี จะแกว่งในกรอบ 1,390 ลบ 1,440 จุด
สำหรับปีหน้า นายสุนทรมองเป้าดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ 1,470 จุด โดยแกว่งในลักษณะฟื้นตัวแต่ยังไม่ปัจจัยที่ต้องกังวลในช่วงไตรมาสแรกคือ การกู้เงิน 5 หมื่นล้านบาท ของรัฐบาล การผ่านกฎหมายงบประมาณแผ่นดิน และยอดการสแวปหุ้นกู้ในช่วง 4 เดือนแรกจะปรับตัวสูงขึ้นเป็นพิเศษ
ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์เซต สมาร์ต (SETSMART) เผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงเทียบเท่ากับจีนและสิงคโปร์ในปีนี้ (YOY) ที่ 15.48% โดยเซ็กเตอร์ที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ
อุตสาหกรรมลบ 28.34% ภาคบริการลบ 18.27% ภาคทรัพยากรธรรมชาติลบ 18.27% ภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างลบ 16.50% ภาคการบริโภคลบ 14.60% ภาคการเงินลบ 13.94% ภาคการเกษตรลบ 13.93% และภาคเทคโนโลยีลบน้อยที่สุด 2.47%
ทั้งนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปีนี้กลายเป็นตลาดหุ้น “ยอดแย่” เนื่องจากเป็นการปรับเปลี่ยน (Rotation) จากปี 2565 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นหลบภัยของบรรดานักลงทุน
ประกอบกับมีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติจากการนำกำไรไปซื้อสินทรัพย์กลุ่มอื่น และความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค. ที่ผ่านมา รวมทั้งแนวโน้มการใช้จ่ายทางการคลังที่เกินตัวก็มีผลทำให้ความเชื่อมั่นของตลาดหดตัวลง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์




