background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เปิดโผ 10 ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก ปี 2566 ‘หุ้นไทย’ ยอดแย่ ผลตอบแทนรั้งท้ายสุด

เปิดโผ 10 ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก ปี 2566  ‘หุ้นไทย’ ยอดแย่ ผลตอบแทนรั้งท้ายสุด

ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก ปี 2566 พบว่าญี่ปุ่น ดัชนี NIKKEI225 แชมป์ ปี 2566 ผลตอบแทนดีสุดอยู่ที่ 28.57% ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยแย่สุดแห่งปี 2566 รั้งท้ายติดลบมาสุดถึง 15.20% 

ตลอดปี 2566 ต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยต่างต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน  ซึ่งก่อนหน้านั้นต้องประสบกับผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐ ที่ปรับตัวขึ้น และแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์หลังจากอิสราเอล และกลุ่มฮามาสเข้าสู่ภาวะสงครามที่เข้ามารุมเร้า

บดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลกับกรุงเทพธุรกิจว่า สำหรับเหตุการณ์ภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกผลตอบแทนโดยภาพรวมปี 2566 ถือว่าสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี จะมีเพียง 3 ดัชนีที่ทำได้ค่อนข้างน่าผิดหวังคือ ไทย จีน และ ฮ่องกง 

โดยในส่วนปัจจัยที่สนับสนุนผลตอบแทนของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง เช่น สหรัฐ และยุโรปในปี 2566 เป็นผลมาจากเงินเฟ้อที่ค่อยๆ ปรับตัวลดลง ความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางอย่าง Fed และ ECB เริ่มขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่น้อยลงในครึ่งปีแรก และเริ่มคงดอกเบี้ยในครึ่งปีหลังประกอบกับกำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตได้ ส่งผลให้ความกังวลของนักลงทุนลดลง 

ในส่วนของธนาคารกลางญี่ปุ่น ถือได้ว่าเป็นธนาคารกลางหลักของโลกเพียงธนาคารเดียวที่ยังไม่ใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว มีเพียงแค่การปรับ Yield Curve Control ที่เพิ่มขึ้น แต่โดยรวมยังถือว่าเป็นแรงหนุนให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวได้อย่างโดดเด่นในปีนี้

ขณะที่ฝั่งเอเชียเป็นเหมือนหนังคนละเรื่อง โดยในฝั่งของอินเดียสามารถสร้างผลตอบแทนได้เกือบ 20% ซึ่งนอกจากเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ดีแล้ว ความชัดเจนของธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ที่ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 รวมถึงความชัดเจนทางการเมืองที่อาจส่งผลให้โมดิ ได้รับเลือกตั้งอีกสมัยทำให้ดัชนี SENSEX ได้รับความสนใจจากนักลงทุน 

เช่นเดียวกับฝั่งของไต้หวัน และเกาหลี ที่ความต้องการทางด้าน Semiconductor รวมถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เป็นอีก 2 ดัชนีที่เติบโตได้ดี ข้ามมาในฝั่งของจีนถือว่าสร้างความน่าผิดหวังเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากเจอผลกระทบทางด้านอสังหาฯ ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีน รวมถึงนโยบายของทางจีนที่ออกมายังคงเป็นนโยบายเพื่อประคองเศรษฐกิจที่เกิดผลกระทบ ซึ่งยังคงต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัว 

ขณะที่ฝั่งของไทยถือว่าเป็นปีที่เกิดการ Rotation อย่างชัดเจนจากปี 2565 ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่น แต่พอมาปี 2566 กลับถูกเทขายจากต่างชาติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขายทำกำไรไปซื้อกลุ่มสินทรัพย์ประเทศอื่น อีกส่วนเป็นความไม่ชัดเจนทางการเมืองในช่วงกลางปี และช่วงปลายปีเป็นผลจากนโยบายที่อาจยังคลุมเครือในเรื่องของการจัดหางบประมาณ และการก่อหนี้ที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากการใช้งบประมาณทางด้านการคลังส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยถือว่ารั้งท้ายในปี 2566 นี้

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก พบว่า ญี่ปุ่น ดัชนี NIKKEI225 แชมป์ปี 2566 ผลตอบแทนดีสุดอยู่ที่ 28.57% ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยแย่สุดแห่งปี 2566 รั้งท้ายติดลบมาสุดถึง 15.20% 

1.ญี่ปุ่น ดัชนี NIKKEI225 ผลตอบแทน +28.57%

2.ไต้หวัน ดัชนี TAIEX ผลตอบแทน +26.53%

3.สหรัฐอเมริกา ดัชนี S&P500 ผลตอบแทน +24.54%

4.อินเดีย ดัชนี SENSEX ผลตอบแทน +18.62%

5.เกาหลี ดัชนี KOSPI ผลตอบแทน +17.98%

6.เวียดนาม ดัชนี VN ผลตอบแทน +11.79%

7.อินโดนีเซีย ดัชนี JCI ผลตอบแทน +6.37%

8.จีน ดัชนี CSI300 ผลตอบแทน -12.22%

9.ฮ่องกง ดัชนี HANG SENG ผลตอบแทน -14.68%

10.ไทย ดัชนี SET ผลตอบแทน -15.20%

เปิดโผ 10 ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก ปี 2566  ‘หุ้นไทย’ ยอดแย่ ผลตอบแทนรั้งท้ายสุด

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์