เปิดโผ 5 หุ้นประกัน รับประโยชน์ ช่วงโค้งท้ายลดหย่อนภาษีปี 2566

เปิดโผ 5 หุ้นประกัน รับประโยชน์ ช่วงโค้งท้ายลดหย่อนภาษีปี 2566

เปิดโผ 5 หุ้นประกัน รับประโยชน์ ช่วงโค้งท้ายลดหย่อนภาษีปี 2566 หุ้น TLI ช่วง 5 วัน ผลตอบแทนราคาบวกมากสุด 7.73% ด้าน BLA 5 วัน ราคา +3.63%

การเลือกซื้อประกันเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นิยมกันมาก  เพราะว่า ประกันสุขภาพ ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ประกันชีวิต ประกันบำนาญ รวมถึงประกันอุบัติเหตุ ประกันเหล่านี้ช่วยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนดของกรมสรรพากร และเมื่อมีผู้ซื้อประกันกันมากขึ้นในช่วงสุดท้ายของการลดหย่อนภาษี บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ทำกิจการเกี่ยวกับประกันก็ย่อมจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย

กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) หรือ KCS ให้ข้อมูลกับกรุงเทพธุรกิจว่า หุ้นประกันปัจจุบันได้รับอานิสงส์เชิงบวกเฉพาะตัว โดยที่ผ่านมาหุ้น TLI ราคาปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก เนื่องจากไม่หลุดออกจาก SET50 เพราะก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ไว้ว่า น่าจะหลุดออกจาก SET50 ทำให้นักลงทุนมีการปรับพอร์ตกันไว้ล่วงหน้า อย่างนักลงทุนสถาบัน หรือกองทุนแพสซีฟฟันด์ ซึ่งกองทุนประเภทนี้เน้นสร้างผลตอบแทนล้อไปตามดัชนีอ้างอิง ก็มีการกลับเข้ามา

อย่างไรก็ดี ประกอบหุ้นกลุ่มประกันในระยะกลาง ถึงระยะยาว มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกลุ่มประกันจะไม่มีความผันผวนเหมือนในอดีตที่ผ่านมา จากผลกระทบอัตราดอกเบี้ยขึ้น - ลง ที่ทำให้ Earning ค่อนข้างเหวี่ยงจะน้อยลง

โดยมองว่า โอกาสในการลงทุนหุ้นกลุ่มประกันจะอยู่ในช่วงไตรมาส 2/67 เป็นรอบที่นักลงทุนเริ่มหันมามองกลุ่มนี้มากขึ้น  แต่ในระยะสั้นยังคงได้รับปัจจัยหนุนเฉพาะตัว นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มประกัน ค่อนข้าง Undervalue หรือ ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

กรรณ์ หทัยศรัทธา นักกลยุทธ์ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)  ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หุ้นกลุ่มประกันมีการปรับขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2566 ส่วนหนึี่งมาจากประชาชนเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อนำสิทธิ์ไปลดหย่อนทางภาษี รวมถึง หุ้น TLI ไม่หลุด SET50 ทำให้ราคามีการปรับขึ้นมาค่อนข้างแรง และที่ผ่านมามีการประชุมธนาคารญี่ปุ่น ยังมีการคงอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบ ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น รวมถึงบอนด์ยีลด์สหรัฐ และทั้งโลกมีการปรับเพิ่มขึ้นมาบ้าง เพราะฉะนั้นจึงเป็นการหนุนหุ้นกลุ่มประกันขึ้นมาได้ 

อย่างไรก็ตาม แนะนำนักลงทุนว่า สามารถเข้าไปลงทุนในหุ้นกลุ่มประกันได้ แต่เป็นการลงทุนในแบบเทรดดิ้งระยะสั้น ยังไม่ใช่การลงทุนระยะยาว เพราะเป็นการเทรดตามฤดูกาลที่มีคนซื้อประกันค่อนข้างมาก เพื่อนำไปลดหย่อนทางภาษี 

ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้สำรวจหุ้นกลุ่มประกันที่สามารถทำกำไรโดดเด่นได้มากสุดในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา โดยคัดมา 5 บริษัท ดังนี้ 

เปิดโผ 5 หุ้นประกัน รับประโยชน์ ช่วงโค้งท้ายลดหย่อนภาษีปี 2566

1.บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) TLI

  • มาร์เก็ตแคป 111,637.50 ล้านบาท 
  • กำไร 9 เดือน 7,728.65 ล้านบาท 
  • รายได้ 9 เดือน 78,319.34 ล้านบาท 
  • P/E 12.44 เท่า 
  • P/BV 1.13 เท่า 
  • ผลตอบแทนราคา 5 วัน +7.73%
  • ผลตอบแทนราคา YTD -34.56% 
  • เงินปันผล YTD 3.08%

ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนปี 2566 บริษัทมีมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ หรือ Value of New Business (VONB) อยู่ที่ 5,366 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยอัตรากำไรของธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้น 9 จุด โดยมีอัตราถึง 62.4% ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ โดยมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB) บริษัทมีเป้าหมายใน 3-5 ปีข้างหน้าที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 2 หลัก 


2.บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA

  • มาร์เก็ตแคป 34,151.32 ล้านบาท 
  • กำไร 9 เดือน 2,190.12 ล้านบาท 
  • รายได้ 9 เดือน 34,485.54 ล้านบาท 
  • P/E 13.83 เท่า 
  • P/BV 0.79 เท่า 
  • ผลตอบแทนราคา 5 วัน +3.63%
  • ผลตอบแทนราคา YTD -30.43% 
  • เงินปันผล YTD 3.00%

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าไตรมาส 1 และ 2 งานเข้ามาน้อย เพราะเป็นช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กลับมาระบาด ขณะที่ในไตรมาส 3 เริ่มฟื้นชัด จนเข้าสู่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเติบโตได้ดีที่สุดของปีนี้ ส่งผลให้ภาพรวมเราเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีเบี้ยรับรวมที่ 3.58 หมื่นล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนงาน 3 ปี ในช่วงปี 2565-2567 ในการเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของบริษัท เพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนผ่าน 5 มิติหลักที่บริษัทกำหนดไว้ อย่างไรก็ตามจะมีการทบทวนแผนงานเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงที่ดียิ่งขึ้น


3.บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) BKI ธุรกิจด้านรับประกันวินาศภัยอันได้แก่ การประกันอัคคีภัย ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ประกันภัยยานยนต์ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด รวมทั้งการรับประกันภัยต่อ

  • มาร์เก็ตแคป 32,473 ล้านบาท 
  • กำไร 9 เดือน 2,546.06 ล้านบาท 
  • รายได้ 9 เดือน 15,484.50 ล้านบาท 
  • P/E 7.96 เท่า 
  • P/BV 0.87 เท่า 
  • ผลตอบแทนราคา 5 วัน +0.66%
  • ผลตอบแทนราคา YTD +9.32% 
  • เงินปันผล YTD 5.08%

ทั้งนี้ ทิศทางในปี 2567 บริษัท มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย เหมาะสมกับความเสี่ยงและการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยตั้งเป้าทุกปีจะดำเนินกิจการไปตามแนวทางปรัชญาธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ยึดมั่นมาตลอดระยะเวลากว่า 76 ปี  ภายใต้กลยุทธ์ทางธุรกิจบนพื้นฐานของการกำกับดูเเลกิจการที่ดี โปร่งใสและเป็นธรรม ปรับตัวให้เท่าทันทุกสถานการณ์และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องโดยในปีนี้ บริษัทคาดว่า จะสามารถทำกำไรได้กว่า 3,000 ล้านบาท และมีเบี้ยรับรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท 

สำหรับช่วงช่วง 9 เดือนปี 2566 บริษัท มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 21,982 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) มีกำไรสุทธิ 2,546 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 217.3% YOY ถือเป็นผลกำไรสูงที่สุดหากเทียบช่วง 9 เดือนแรกในรอบ 76 ปีของการดำเนินธุรกิจ


4.บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) TIPH

  • มาร์เก็ตแคป 17,234.48 ล้านบาท 
  • กำไร 9 เดือน 1,242.28 ล้านบาท 
  • รายได้ 9 เดือน 11,493.22 ล้านบาท 
  • P/E 10.54 เท่า 
  • P/BV 2.02 เท่า 
  • ผลตอบแทนราคา 5 วัน -1.69%
  • ผลตอบแทนราคา YTD -36.96% 
  • เงินปันผล YTD 8.79%

โดยปี 2567 ตั้งเป้าการเติบโตได้ 7-8% จากปี 2566 ที่คาดเบี้ยรับรวมทั้งปีจะแตะ 3.5 หมื่นล้านบาท และเตรียมขยายธุรกิจและบริการให้กับลูกค้าในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะใน สปป.ลาว กัมพูชา รวมถึงเวียดนามด้วย รวมถึงลูกค้าชาวไทยที่เข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศดังกล่าวด้วย และภายใน 5 ปีข้างหน้าคาดว่า จะอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท รวมถึงตั้งเป้าขยับขึ้นเป็นอันดับ 1 ธุรกิจประกันวินาศภัยของไทย


5.บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) หรือ TQM 

  • มาร์เก็ตแคป 16,500.00 ล้านบาท 
  • กำไร 9 เดือน 598.62 ล้านบาท 
  • รายได้ 9 เดือน 2,829.20 ล้านบาท 
  • P/E 20.41 เท่า 
  • P/BV 6.50 เท่า 
  • ผลตอบแทนราคา 5 วัน -4.35%
  • ผลตอบแทนราคา YTD -29.49% 
  • เงินปันผล YTD 4.36%


บริษัทมองว่า ไตรมาส 4 เข้าสู่ high season ของธุรกิจประกันจะได้เห็นการเติบโตอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันรถ EV ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตจากรถไฟฟ้าที่จะเริ่มต่อประกัน ดังจะเห็นได้จากยอดเบี้ยประกันรถ EV ของ TQMalpha ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อน 

 ขณะเดียวกัน บริษัทรุกเข้าสู่การขายประกันภัยผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยเป็นการร่วมมือกับ LINE SHOPPING ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 12 ล้านคน โดยจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันได้ง่ายด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันที่หลากหลายรวมถึงการบริการจาก TQMalpha ต่อผู้ใช้ LINE ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่เป็นที่นิยม โดยการร่วมมือกันครั้งนี้จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ และ ตอบรับเทรนด์ดิจิทัลที่คนไทยเลือกมองหาผลิตภัณฑ์ประกันผ่านออนไลน์มากขึ้นในปัจจุบัน