background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

อึ้งหนัก! JKN โชว์กำไร Q3 เฉียด 20 ล้าน ส่อถูกประเมินด้อยค่าสินทรัพย์ 717 ล้าน

อึ้งหนัก! JKN โชว์กำไร Q3 เฉียด 20 ล้าน ส่อถูกประเมินด้อยค่าสินทรัพย์ 717 ล้าน

JKN โชว์กำไร ไตรมาส 3 เฉียด 20 ล้าน ส่อถูกประเมินด้อยค่าสินทรัพย์ 717 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนปี 2566 บริษัทมีกำไรสุทธิ 115 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 23.8% ส่วนผู้สอบบัญชีขอไม่ให้ข้อสรุปต่อข้อมูลทางการเงินระหว่างกาล

กลุ่ม JKN มีมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อยจำนวนเงิน 2,460.31 ล้านบาท เครื่องหมายการค้าจำนวนเงิน 1,333.31 ล้านบาท และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนประเภทลิขสิทธิ์รายการจำนวนเงิน 6,277.65 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อบ่งชี้ว่าสินทรัพย์ดังกล่าวอาจด้อยค่า และมีค่าความนิยมจำนวน 717.96 ล้านบาท ที่บริษัทต้องทดสอบ และประเมินด้อยค่าทุกปี สินทรัพย์ทั้งหมดอยู่ระหว่างดำเนินการประเมินโดยผู้ประเมินอิสระ๋

บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป(JKN) เปิดผลดำเนินงานงวดไตรมาส 3 ปี 2566 แม้จะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 76% แต่ยังสามารถโชว์กำไรสุทธิได้ต่อเนื่องที่ 19.7 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนปี 2566 บริษัทมีกำไรสุทธิ 115 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 23.8% ส่วนผู้สอบบัญชีขอไม่ให้ข้อสรุปต่อข้อมูลทางการเงินระหว่างกาล และมีแนวโน้มว่าสินทรัพย์ของ JKN อาจถูกประเมินด้อยค่าลงราว 717 ล้านบาท

คำอธิบายงบการเงินของ JKN ระบุว่า งวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมเท่ากับ 2,359 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อน 742 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 45.88% 

ทั้งนี้ รายได้ของบริษัท และบริษัทย่อยในแต่ละธุรกิจสำหรับงวด 9 เดือนปี 2566 มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับรายได้ประเภทเดียวกันจากปีก่อน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกธุรกิจของบริษัทยกเว้นธุรกิจจำหน่ายสิ่งพิมพ์และรายได้อื่น

1.รายได้สิทธิจากธุรกิจให้บริการและจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการ เพิ่มขึ้นเท่ากับ 38.42% 

2.รายได้จากการให้บริการจากธุรกิจบริการโฆษณาเพิ่มขึ้น 2.57% 

3.รายได้จากการขายจากธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลดลง 24.12% 

4.รายได้จากการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ขององค์กรนางงามจักรวาลเพิ่มขึ้น 100% 

5.รายได้อื่นลดลง 45.6%

ส่วนกำไรสุทธิงวด 9 เดือนปี 2566 บริษัท และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 115.47 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 36.2 ล้านบาท หรือ 23.87% ซึ่งเป็นผลจากค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้มีการเติบโตขึ้นเกือบทุกด้าน ส่วนต้นทุนบริการของธุรกิจการขาย และให้บริการจัดการสิทธิของมิสยูนิเวิร์ส มีผลขาดทุนเนื่องจากเป็นการจัดงานครั้งแรก และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน 

จากเหตุผลที่กล่าวมาจึงส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิสำหรับงวด 9 เดือนปี 2566 ปรับลดลง 4.89% จาก 9.38% ในปี 2565 และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหารเมื่อเทียบกับรายได้รวมสำหรับงวด 9 เดือนปี 2566 ปรับเพิ่มขึ้น 22.59% จาก 19.43% ในปี 2565

อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้สอบบัญชีของ JKN ขอไม่ให้ข้อสรุปต่อข้อมูลทางการเงินระหว่างกาลในผลดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2566  โดยระบุว่า ในหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 1.2 เนื่องจากกลุ่ม JKN บริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินไม่เป็นไปตามแผน ส่งผลให้ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A การผ่อนผันชำระหนี้รวมถึงการเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงระยะเวลาชำระหนี้หุ้นกู้ดังกล่าวตามมติผู้ถือหุ้นกู้เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2566 ถือเป็นเหตุให้เกิดการผิดสัญญาหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ อีก 6 รุ่น(Cross Default) ตามข้อกำหนดสิทธิ 

นอกจากนี้ยังถือเป็นเหตุให้เกิดการผิดสัญญาหุ้นกู้แปลงสภาพ และหนี้สินเงินกู้จากสถาบันการเงินเป็นหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด ณ วันที่ 30 ก.ย.2566 ทำให้กลุ่ม JKN มีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนในงบการเงินรวมเป็นจำนวนเงิน 4,285 ล้านบาท และงบการเงินเฉพาะกิจการจำนวน 3,256 ล้านบาท

ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาขอขยายการชำระหนี้สิน และไม่เรียกร้องให้ชำระหนี้โดยพลัน (Call Default) และอยู่ระหว่างการหาแหล่งเงินทุนใหม่การปรับโครงสร้างกิจการ และการปรับโครงสร้างทางการเงินใหม่ ต่อมาในวันที่ 7 พ.ย.2566 ที่ประชุมกรรมการบริษัท มีมติให้บริษัทยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยในวันที่ 8 พ.ย.2566 บริษัทได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและในวันที่ 9 พ.ย.2566 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท และกำหนดวันไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 29 ม.ค.2567 

ด้วยเหตุดังกล่าวทั้งหมดจะส่งผลต่อการเรียกชำระคืนของหนี้สิน และอาจถูกฟ้องร้องจากกลุ่มผู้ถือหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และหนี้สินเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินโดยพลัน และการจ่ายชำระหนี้สินหมุนเวียนจึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการปรับแผน จากสถานการณ์ข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในการจ่ายชำระหนี้สินและการดำเนินงานต่อเนื่องของกลุ่มบริษัท

สำหรับประเด็นเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ ตามที่ได้เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2566 บริษัทผิดนัดชำระหุ้นกู้รุ่น JKN239A จำนวนเงินต้น และดอกเบี้ยทั้งสิ้น 609.98 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การผิดนัดชำระหนี้รุ่น JKN239A ส่งผลให้เข้าหลักเกณฑ์ เรื่องการผิดนัดชำระตามข้อกำหนดสิทธิหุ้นกู้ที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขอันถือเป็นเหตุผิดนัดของหุ้นกู้รุ่นอื่น ๆ ที่บริษัทออก และยังมิได้ไถ่ถอนทั้งหมด และในวันที่ 4 ก.ย.2566 ตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้แจ้งการผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิ Cross Default

และวันที่ 27 ก.ย.2566 บริษัทได้รับมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้รุ่นดังกล่าวว่าอนุมัติให้เลื่อนการชำระคืนเงินต้นจำนวนเงิน 19.5 ล้านบาทไปเป็นวันที่15 ธ.ค.2566 ส่วนที่เหลือจำนวนเงิน 432.45 ล้านบาทให้ชำระคืนในวันที่ 23 ก.พ.2567 และปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มจากเดิม 6.6% ต่อปีเป็นอัตรา 7% ต่อปี และผู้ถือหุ้นกู้มีมติอนุมัติขอผ่อนผันให้การผิดนัดชำระเงินต้น และดอกเบี้ยในวันครบกำหนด ไถ่ถอนวันที่ 1 ก.ย.2566 ไม่ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนด และไม่เรียกชำระหนี้ตามหุ้นกู้โดยพลัน ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พ.ย.2566 บริษัทได้รับหนังสือจากผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้เพื่อเรียกให้บริษัทชำระเงินต้นหุ้นกู้ และดอกเบี้ยหุ้นกู้ของบริษัททั้งหมด

ทั้งนี้ ตามที่ได้เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 20 ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.2566 ถึง 30 ก.ย.2566 บริษัทไม่สามารถจ่ายชำระหนี้สินเงินกู้จากสถาบันการเงินตามเงื่อนไขในสัญญาจำนวน 3 แห่งจำนวนเงิน 54.64 ล้านบาท และในเดือนก.ย.และต.ค.2566 บริษัทได้รับหนังสือเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้บางส่วนที่ครบกำหนดชำระแล้ว ตามสัญญาจากสถาบันการเงิน 

อย่างไรก็ตามในเดือนก.ย.บริษัทได้ทำหนังสือขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้กับสถาบันการเงิน 3 แห่ง และขอให้สถาบันการเงินไม่เรียกร้องให้บริษัทชำระหนี้ทั้งหมดทันที แต่ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้หนังสือยืนยันจากสถาบันการเงิน ณ วันที่ 30 ก.ย.2566 บริษัทยังไม่ได้ตั้งประมาณการความเสียหาย และดอกเบี้ยผิดนัดชำระที่อาจเกิดขึ้นในงบการเงิน
          
กลุ่ม JKN มีมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อยจำนวนเงิน 2,460.31 ล้านบาท เครื่องหมายการค้าจำนวนเงิน 1,333.31 ล้านบาท และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนประเภทลิขสิทธิ์รายการจำนวนเงิน 6,277.65 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อบ่งชี้ว่าสินทรัพย์ดังกล่าวอาจด้อยค่า และมีค่าความนิยมจำนวน 717.96 ล้านบาท ที่บริษัทต้องทดสอบและประเมินด้อยค่าทุกปี สินทรัพย์ทั้งหมดอยู่ระหว่างดำเนินการประเมินโดยผู้ประเมินอิสระ
          
สถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น มีผลกระทบและมีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งแสดงถึงความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญต่อความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของกลุ่มบริษัท และอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ และหนี้สินที่มีสาระสำคัญในงบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการ          
          
อย่างไรก็ตามทาง JKN ชี้แจงว่า การที่ผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปต่อข้อมูลทางการเงินระหว่างกาลของบริษัทในผลดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2566 ไม่ได้มีสาเหตุจากการถูกจำกัดขอบเขตโดยผู้บริหารแต่เกิดจากผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญตามสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์