background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

12 หุ้นค้าปลีก อัพไซด์เหลืออื้อ รับรัฐบาล ‘เศรษฐา’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

12 หุ้นค้าปลีก อัพไซด์เหลืออื้อ รับรัฐบาล ‘เศรษฐา’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

12 หุ้นค้าปลีก ราคาขยับขึ้น หลังรับอานิสงส์รัฐบาล ‘เศรษฐา’ กระตุ้นเศรษฐกิจหวังดันยอดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ หุ้น BJC CRC HMPRO COM7 CPALL CPAXT ยังมีอัพไซด์เหลืออื้อ

หุ้นค้าปลีก เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ปัจจัยบวก จากรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ที่โหมกระพือกระตุ้นเศรษฐกิจหวังดันยอดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ กับนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ส่งผลให้หุ้นกลุ่มดังกล่าว ราคาขยับปรับบวกขึ้นมา 

กรรณ์ หทัยศรัทธา นักกลยุทธ์ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลกับกรุงเทพธุรกิจว่า ไตรมาส 4/66 ที่ภาครัฐต้องการสนับสนุนการท่องเที่ยวกับนโยบายฟรีวีซ่า เพื่อต้องการหนุนนักท่องเที่ยวจีน ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามา 300,000 รายต่อเดือน ซึ่งถือว่า ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ช่วงปี 2562 มีนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 1 ล้านราย 

ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่จะมาในปีหน้า (ปี 2567) กับนโยบายเงินดิจิทัลที่คาดว่า จะสามารถออกมาได้ช่วงไตรมาส 1/67 ซึ่งต้องรอดูความชัดเจนของระยะเวลาอีกครั้ง 

“นโยบายเงินดิจิทัลที่จะให้กับประชากรไทยประมาณ 56 ล้านราย จำนวน 10,000 บาท ซึ่งสมมารถใช้ได้กับร้านค้าที่รับเงินดิจิทัลภายในรัศมี 4 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นก็ต้องมาดูว่า นโบายดังกล่าวจะนำมาใช้กับค้าปลีกอะไร ถ้าใช้กับสินค้าที่เป็นค้าปลีกในประเทศ คือ สินค้าที่เราต้องกินอยู่ทุกวัน จะได้ประโยชน์กับหุ้น CPALL CPAXT CRC และจะได้รับประโยชน์ในการกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มค้าปลีกที่จะได้รับประโยชน์เช่น GLOBAL DOHOME HMPRO แต่ถ้าหากมีการระบุว่า ใช้ได้กับมือถือ หุ้นที่ได้ประโยชน์ COM7 SYNEX แต่ผล กับ GDP จะลดน้อยลง เนื่องจากว่า มือถือส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้า เม็ดเงินที่ได้จะเข้ามากระตุ้นในประเทศน้อยกว่ากับกลุ่มค้าปลีกที่เป็นของกิน”

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวค่อนข้างมาอย่างแน่นอน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะสามารถใช้กับอะไรได้บ้าง ในระยะทาง 4 กิโลเมตร ซึ่งหากเป็นผู้บริโภคต่างจังหวัด ในระยะทางดังกล่าวต้องมาคำนึงว่าจะสามารถใช้ได้กับอะไรได้ เนื่องจากพื้นที่ได้ต่างจังหวัดไมได้เหมือนกับในเมืองอย่างกทม. หากจะเน้นเป็นหุ้นกลุ่มที่จะสามารถได้ประโยชน์มากที่สุด คือหุ้น CPALL ที่สามารถครอบคลุมได้เกือบทุกพื้นที่ แม้ว่า ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการออกมาอย่างชัดเจนว่าจะสามารถใช้กับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นได้หรือไม่ ขณะเดียวกับหุ้น CPAXT ค้าส่งที่ก็น่าจะได้รับประโยชน์เช่นกัน 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ต้องยอมรับว่าหุ้นหลาย ๆ กลุ่มในตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเกือบจะทุกกลุ่มกับการรับข่าวตั้งแต่พรรคเพื่อไทยจะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลได้กันไปหมดแล้ว ในทางกลับกันนโยบายเพื่อไทยที่ยังไม่เคยพูดถึง และเพิ่งจะมาพูดกับเรื่องการปรับลดราคาพลังงาน กลับกลายมาเป็นข่าวร้ายซ้ำเติมตลาดหุ้นไทยลงไปอีกรอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการฟากน้ำมัน หรือโรงไฟฟ้า จะถูกบีบแคบในส่วนของมาร์จิ้นลงมาด้วย ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนในช่วง 3 - 4 วันที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการใหญ่ที่พรรคเพื่อไทยจะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในปีหน้า (2567) อย่างเช่น เงินดิจิทัล 10,000 บาท เพราะยังคงต้องเข้าไปดูในเรื่องของกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ส่งผลให้ปีนี้คาดว่าจะยังไม่สามารถทำได้ 

โดยกลยุทธที่บริษัทฯ มองไว้ว่า หากจะต้องลงทุนเพื่อเล่นบนความคาดหวังของเศรษฐกิจ อาจจะต้องลองหากลุ่มที่ Laggard ตลาดมาก ๆ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน ขณะที่กลุ่มค้าปลีก หรือไฟแนนซ์มีการปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรง นักลงทุนที่จะเข้าไปลงทุนอาจจะต้องรอจังหวะย่อตัวลงมา หรืออาจจะเข้าไปลงทุนในกลุ่มที่เป็น Domestic Play อย่างกลุ่มมีเดีย หากสมมุติว่า มีนโยบายเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายของภาครัฐมาจริงจะส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคได้ เพราะฉะนั้นการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาจะมีการกระเตื้องขึ้นมาได้บ้าง และปัจจุบันราคาของหุ้นกลุ่มนี้ก็ยังไม่ได้ปรับขึ้นแรงมากนัก จึงมองว่า อาจจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จะสามารถเข้าไปลงทุนได้ในขณะนี้

ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้คัด 12 หุ้นค้าปลีก ที่มีแนวโน้มสูงที่จะขยับราคาขึ้น บวกกับบางหลักทรัพย์ยังมีอัพไซด์เหลืออื้อ

1.บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) BJC

  • มาร์เก็ตแคป 133,259.24 ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 42.43 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 33.25 บาท 
  • Upside 27.61%

2.บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) CRC 

  • มาร์เก็ตแคป 241,240.00 ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 49.87 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 40.25 บาท 
  • Upside 23.90%

3.บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) HMPRO

  • มาร์เก็ตแคป 177,541.17 ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 16.80 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 13.60 บาท 
  • Upside 23.53%

4.บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) COM7

  • มาร์เก็ตแคป 77,999.94 ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 37.69 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 32.25 บาท 
  • Upside 16.87%

5.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) CPALL

  • มาร์เก็ตแคป 579,410.04 ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 74.25 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 64.00 บาท 
  • Upside 16.02%

6.บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) CPAXT

  • มาร์เก็ตแคป 370,311.32 ล้านบาท 
  • ราคาเป้าหมายที่ 38.92 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 34.75 บาท 
  • Upside 12.00%

7.บริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด (มหาชน) CPW

  • มาร์เก็ตแคป 1,860.00 ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 3.16 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 3.14 บาท 
  • Upside 0.64%

8.บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ILM

  • มาร์เก็ตแคป 11,766.50 ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 23.15 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 23.10 บาท 
  • Upside 0.22%

9.บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) JMART

  • มาร์เก็ตแคป 33,815.47ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 24.00 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 24.00 บาท 
  • Upside -%

10.บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) SYNEX

  • มาร์เก็ตแคป 11,269.90 ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 12.91 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 13.60 บาท 
  • Downside 5.07%

11.บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) DOHOME

  • มาร์เก็ตแคป 34,598.28 ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 10.28 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 11.30 บาท 
  • Downside 9.02%

12.บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) GLOBAL

  • มาร์เก็ตแคป 91,532.99 ล้านบาท
  • ราคาเป้าหมายที่ 18.33 บาท 
  • ราคา ณ 5 ก.ย.ปิดที่ 18.50 บาท 
  • Downside 0.92%

12 หุ้นค้าปลีก อัพไซด์เหลืออื้อ รับรัฐบาล ‘เศรษฐา’ กระตุ้นเศรษฐกิจ