4 หุ้น กลุ่ม CP เจ้าสัวธนินท์ ฟันกำไรครึ่งปี 66 รวม 1.04 หมื่นล้านบาท

4 หุ้น กลุ่ม CP เจ้าสัวธนินท์ ฟันกำไรครึ่งปี 66 รวม 1.04 หมื่นล้านบาท

4 หุ้น กลุ่ม CP เจ้าสัวธนินท์ ฟันกำไรครึ่งปี 2566 รวม 1.04 หมื่นล้าน CPALL กำไรมากสุด 8,561 ล้านบาท ด้าน CPF ขาดทุน 3,518 ล้านบาท

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/66 ออกมาแล้ว รวมถึง 4 หุ้นกลุ่ม CP ของ “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” อย่าง CPF CPALL CPAXT และ TRUE ได้ออกมาครบแล้วเช่นกัน ซึ่งในช่วงไตรมาส 2/66 ทำกำไรรวมกันกว่า 9,066 ล้านบาท ขณะที่ช่วงครึ่งปี 66 ที่ผ่านมา มีกำไรอยู่ที่ 1.04 หมื่นล้านบาท

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า  CPALL ยอดขายจะไต่สู่ระดับสูงสุดของปี ในไตรมาส 4 /66 เพราะจะได้รับผลบวกจากฤดูกาล เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลส่งท้ายปี ที่ผู้บริโภคมักจะมีการจับจ่ายสูงกว่าช่วงอื่น นอกจากนี้ยังป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามา มากกว่าไตรมาสอื่นๆ ทำให้คาดหวังยอดขายของใช้เพื่อสุขภาพ และความงาม ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสาขาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

ขณะเดียวกันสาขาใหม่ที่ทยอยเปิดเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดจะมีจำนวนสาขา ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า14,538 สาขา ภายในสิ้นปี 2566 ตาม แผนการเปิดสาขาใหม่ราว 700 แห่งในปีนี้ ส่วนอัตรากำไรขั้นต้น (GROSS MARGIN) ยังมีโอกาสปรับสูงขึ้น ตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของการขายสินค้ามาร์จิ้นสูง อย่างกลุ่มอาหาร READY TO EAT นอกจากนี้ ค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า มีแนวโน้มจะลดลงตามการ ปรับลดค่า FT อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากดอกเบี้ยซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันการเติบโตของกำไรในภาพรวมจะลดลงหลังกลุ่ม CPAXT จ่ายชำระคืนหนี้เงินกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (อิงดอกเบี้ย ลอยตัว) ไปหมดแล้วตั้งแต่ ไตรมาส 2/66

ด้าน CPAXT ไตรมาส 3/66 คาดยอดขายน่าจะชะลอลง QoQ จากผลของฤดูกาล เพราะไตรมาส 3 เป็น ช่วงฤดูฝน ทำให้ผู้บริโภคลดการออกไปนอกบ้าน รวมทั้งการออกไปจับจ่าย สินค้า แต่คาดยังเห็นการเติบโต YoY ส่วนค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหาร/ยอดขาย มีแนวโน้มจะลดลงเมื่อเทียบกับ 1H66 จากทั้งค่าไฟฟ้าที่จะลดลงตามการปรับลดของค่า FT, การปิดสาขา และการ ปรับลดชั่วโมงการให้บริการของ LOTUS’S ในบางสาขาลงจากเดิมที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง เหลือ 18 ชั่วโมง ขณะที่ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นได้ลงไปแล้วเพราะมีการออกหุ้นกู้สกุลบาท ซึ่งมีดอกเบี้ยคงที่ไปชำระคืนหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ตั้งแต่ เม.ย. 66 จะไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษอย่างค่าปรับจากการจ่ายคืนหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐ ก่อนกำหนดอีก หลังได้จ่ายคืนหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐก่อนกำหนดไปหมดแล้ว 

ขณะที่ ไตรมาส 4/66 คาดว่า ยอดขายสินค้ามีแนวโน้มสูงขึ้น จากกำลังซื้อที่คาดจะดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ เติบโตดีขึ้น หลังการเมืองมีความชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ได้รับผลบวกจากฤดูกาล ที่เป็นช่วงส่งท้ายปี ซึ่งผู้บริโภคมักมีการจับจ่ายสูงกว่าช่วงอื่นๆ คาดจะหนุนรายได้สูงขึ้นทั้ง QoQ และ YoY ด้านต้นทุนค่าสาธารณูปโภคจะลดลงได้อีก QOQ ตามค่า FT ที่ปรับลดลงต่อเนื่อง จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 1.549 บาท เหลือ 0.911 บาท และ 0.669 บาท สำหรับรอบ พ.ค. 66 - ส.ค. 66 และ ก.ย. 66 - ธ.ค.66 ตามลำดับ

ส่วน TRUE ในช่วงครึ่งหลังปี 2566 จะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก โดยในไตรมาส 3/2566 คาดผลการดำเนินงานปกติจะดีขึ้น QoQ ได้ จากรายได้ค่าบริการจะเพิ่มขึ้น ตามฐานลูกค้าและ ARPU ที่คาดจะยังเพิ่มขึ้น และหากมีการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ในช่วงปลาย ก.ย. เช่นเดียวกับไตรมาส 3/2565 จะช่วยหนุนยอดขายอุปกรณ์มือถือในไตรมาส 3/2566 ได้บ้าง และ 3.ค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าสาธารณูปโภคมีแนวโน้มลดลงตามค่า FT ที่มีการปรับลดลงสำหรับรอบเดือนพ.ค.- ส.ค.2566 และ ก.ย.- ธ.ค.2566 

นอกจากนี้ ไตรมาส 4/2566 คาดว่า ผลการดำเนินงานปกติมีแนวโน้มจะดีขึ้น ทั้ง QoQ และ YoY เนื่องจาก 1.รายได้ค่าบริการจะได้แรงหนุนจากผลของฤดูกาล เพราะช่วงปลายปี เป็นช่วงที่มักจะมีการใช้งานมือถือสูงกว่าปกติ นอกจากนี้ ยังเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งเสริมให้บริษัทมีรายได้เพิ่มจากบริการซิมนักท่องเที่ยว และบริการโทรศัพท์ข้ามแดนที่สูงขึ้น ตามการเดินทางระหว่างประเทศที่มีมากขึ้น 

ส่วน ยอดขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือที่คาดจะสูงขึ้น QoQ และ YoY เพราะโดยปกติแล้วในช่วงปลายปีจะมีการจับจ่ายสินค้าสูงกว่าช่วงอื่นๆ บวกกับเชื่อว่ากำลังซื้อในครึ่งหลังปี 2566 จะดีกว่าครึ่งแรกปี 2566 และครึ่งหลังปี 2565 ตามคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่จะโตได้ดีขึ้น จะหนุนการจับจ่าย รวมทั้งการซื้ออุปกรณ์มือถือใหม่ ช่วยกระตุ้นยอดขายอุปกรณ์มือถือ นอกจากนี้หากมีการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ในปลายไตรมาส 3/2566 จะผลักดันยอดขายอุปกรณ์มือถือเต็มที่ในไตรมาส 4/2566 และ 3.ค่าสาธารณูปโภคยังเป็นขาลง QoQ เพราะคาดว่าค่า FT จะยังคงลดลงได้อีกสําหรับในรอบ ก.ย.- ธ.ค.2566 

“กรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวมผลประกอบการไตรมาส 2/66 ของ 4 หุ้น กลุ่ม CP ซึ่งมีกำไรสุทธิดังนี้ 

4 หุ้น กลุ่ม CP เจ้าสัวธนินท์ ฟันกำไรครึ่งปี 66 รวม 1.04 หมื่นล้านบาท

1.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) CPF

  • รายได้การขายไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 150,246 ล้านบาท 
  • กำไรสุทธิไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 792 ล้านบาท ลดลง 119% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 4,208.11 ล้านบาท
  • รายได้รวม 6 เดือนแรกของปี 66 อยู่ที่ 296,424 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 296,973 ล้านบาท 
  • ขาดทุนสุทธิ 6 เดือนแรกของปี 66 อยู่ที่ 3,518 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 7,050.16 ล้านบาท 
  • มาร์เก็ตแคป 167,919 ล้านบาท 

โดยได้รับผลกระทบของต้นทุนอาหารสัตว์ - พลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาสุกรอยู่ในระดับต่ำ จากภาวะสินค้าล้นตลาดตามปัญหาการลักลอบสุกรผิดกฎหมายจากต่างประเทศ และภาวะเศรษฐกิจที่กระทบกำลังซื้อในประเทศต่างๆ ไม่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีส่วนแบ่งขาดทุนในบริษัทร่วมค้าในประเทศจีน ที่รับผลกระทบจากราคาสุกรที่ตกต่ำ และวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่เป็นทิศทางขาขึ้น กดดันเช่นกัน

2.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL 

  • รายได้รวมไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 232,002 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 
  • กำไรสุทธิไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 4,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • รายได้รวม 6 เดือนแรกของปี 66 อยู่ที่ 454,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 413,387 ล้านบาท 
  • กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกของปี 66 อยู่ที่ 8,561 ล้านบาท เติบโต 32.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 6,457 ล้านบาท 
  • มาร์เก็ตแคป 556,952 ล้านบาท 

โดยปัจจุบันร้านสะดวกซื้อ มีสาขาเปิดใหม่รวม 168 สาขา ส่งผลให้สิ้นไตรมาส 2 มีร้านสาขาทั่วประเทศรวม 14,215 สาขา แบ่งเป็นร้านสาขาของบริษัท 7,133 สาขา คิดเป็นสัดส่วน 50% ของสาขารวมทั้งหมด ที่เหลือเป็น Store Business Partner (SBP) และร้านที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 7,082 สาขา คิดเป็นสัดส่วน 50% ของสาขารวมทั้งหมด

3.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) TRUE

  • รายได้รวมไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 49,113 ล้านบาท 
  • กำไรสุทธิไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 2,320 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ที่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 492 ล้านบาท และจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,556 ล้านบาท
  • รายได้รวม 6 เดือนแรกของปี 66 อยู่ที่ 68,999 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 218,205 ล้านบาท 
  • ขาดทุนสุทธิ 6 เดือนแรกของปี 66 อยู่ที่ 1,704 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 5,913.54 ล้านบาท 
  • มาร์เก็ตแคป 229,771 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ข้อมูลไตรมาสที่ 2/2566 มียอดผู้ใช้งานมากกว่า 29 ล้านรายได้รับประโยชน์จากความหลากหลายของคลื่นความถี่ เครือข่ายที่กว้างขึ้น และได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นจากการใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ ทั้งนี้ จากการพัฒนาเครือข่ายดังกล่าว ผู้ใช้แบรนด์ดีแทคได้ใช้บริการ 5G เร็วขึ้น 2.3 เท่า และมีการใช้งาน 5G สูงขึ้น 12%

4.บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) CPAXT

  • รายได้รวมไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 121,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% โดยมีรายได้จากการขายจำนวน 115,980 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3%
  • กำไรสุทธิไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 1,516 ล้านบาท ลดลง 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 1,572.97 ล้านบาท 
  • รายได้รวม 6 เดือนแรกของปี 66 อยู่ที่ 241,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 229,680 ล้านบาท 
  • กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกของปี 66 อยู่ที่ 3,682 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 3,623 ล้านบาท 
  • มาร์เก็ตแคป 354,441 ล้านบาท 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.18 บาท โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 21 ส.ค.2566 และวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผลในวันที่ 22 ส.ค.2566 กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 6 ก.ย.2566

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์