ดัชนีดาวโจนส์ ปิดในแดนบวก สวนทางกับดัชนีเอสแอนด์พี500 และดัชนีแนสแด็กที่ปิดแดนลบ หลังดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แม้การรายงานผลประกอบการบริษัทจะดีเกินคาด
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดวันอังคาร(1ส.ค.) เพิ่มขึ้น 71.15 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 35,630.68 จุด
- ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 12.23 จุด หรือ 0.27% ปิดที่ 4,576.73 จุด
- ดัชนีแนสแด็ก ลดลง 62.11 จุด หรือ 0.43% ปิดที่ 14,283.91 จุด
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดวันอังคาร(1ส.ค.) เพิ่มขึ้น 71.15 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 35,630.68 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 12.23 จุด หรือ 0.27% ปิดที่ 4,576.73 จุด และดัชนีแนสแด็ก ลดลง 62.11 จุด หรือ 0.43% ปิดที่ 14,283.91 จุด
ทั้งนี้ ราคาหุ้นเมอร์คปรับตัวขึ้น 2.5% เนื่องจากเมอร์คปรับเพิ่มประมาณการกำไรทั้งปี หลังรายงานผลขาดทุนในไตรมาสที่สองน้อยกว่าที่คาดไว้ ในทางกลับกัน ราคาหุ้นไฟเซอร์ลดลง 0.3% เนื่องจากพลาดเป้าประมาณการรายได้รายไตรมาส
ส่วนราคาหุ้นแคทเธอร์พิลลาร์พุ่งขึ้นประมาณ 4% เนื่องจากบริษัทที่เป็นตัวชี้วัดทิศทางโดยรวมของเศรษฐกิจโลกรายนี้ ประกาศผลกำไรที่สูงขึ้นในไตรมาสที่สอง แม้ว่าจะมีการเตือนถึงยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่จะลดลงในไตรมาสที่สามเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ขณะที่สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 46.4 ในเดือนก.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 46.8 แต่สูงขึ้นจากระดับ 46.0 ในเดือนมิ.ย.
ดัชนียังคงปรับตัวต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะหดตัวของภาคการผลิตสหรัฐ โดยเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 และติดต่อกันนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่
คำสั่งซื้อใหม่ค่อย ๆ ปรับตัวขึ้น แต่การจ้างงานในโรงงานลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการปลดพนักงานจำนวนมากขึ้น



