บทเรียนซ้ำซาก “หุ้นเน่า” ไร้มาตรการปกป้องรายย่อย

บทเรียนซ้ำซาก “หุ้นเน่า”  ไร้มาตรการปกป้องรายย่อย

“หุ้นราคาขาซิ่ง” ขึ้นแท่น “หุ้นแสบ” และสุดท้ายกลาย “หุ้นเน่า” เวียนมาเป็นบทเรียนกับนักลงทุนไม่เคยจางหาย มีการเปลี่ยนรูปแบบ วิธีการ เทคนิค ตามช่วงเวลาหากแต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือ ยังมีนักลงทุนรายย่อย กลายเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดทุกครั้ง

พฤติการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเคสล่าสุด STARK เพิ่มดีกรีความเสียหายให้กับตลาดหุ้นไทยมากขึ้น  ด้านราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่หยุดทำการซื้อขายนาน 3 เดือน (มี.ค.- พ.ค.66)  ที่ราคาสุดท้าย 2.38 บาท เปิดซื้อขายวันแรกถล่มเทขายจนราคาหุ้นลงมาหนัก 0.18 บาท หรือลดลง 92% 

แม้จะมีนักลงทุนใจชอบความเสี่ยง อยากลุ้นราคาหุ้นที่ลงมาแรง แต่ความเสียหายก้อนใหญ่ได้เกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้วในวันซื้อขายวันแรก เพราะราคาหุ้นเคยขึ้นไปสูงสุดถึง  5 บาท ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้มีเฉพาะนักลงทุนรายย่อย แต่ยังมีกองทุน-สถาบัน เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน และนำไปเฉลี่ยลงทุนให้กับรายใหญ่ และรายย่อยกระจายหุ้นตามสัดส่วนในกองทุน และส่วนบุคคล

 

ถัดมาหุ้นกู้ตราสารหนี้ ทั้งหมดที่มี 5 ชุด ซึ่งมีมูลค่า 9,198 ล้านบาท ที่ยังไม่ครบกำหนดไถ่ถอน ด้วยชุดที่ 1 ได้รับยกเว้นผิดนัดชำระหนี้ แต่ 2 ชุด มีการเรียกให้ STARK ชำระหนี้ 2,241 ล้านบาท ภายใน 1-30 มิ.ย. จึงมีผลทำให้ถูกผิดนัดชำระหนี้แบบไขว้หรือ  cross default  หากเกิดขึ้นจะเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รวมไปถึงการเลี่ยงให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามมาตรฐานบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่เป็นมหาชนที่ด้วยการไม่เปิดเผยงบการเงิน Special Audit  ตามที่ก.ล.ต.กำหนดให้ดำเนินการท่ามกลางตลาดหลักทรัพย์เปิดให้มีการซื้อขายเป็นปกติ 1 เดือน  

หากแต่กรรมการตรวจสอบ STARK กลับร้องทุกข์กล่าวโทษทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ(  DSI) และ บก.ปอศ.หลังพบพฤติการณ์อันควรสงสัยในประเด็นการดำเนินงานจาก Special Audit แต่ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงหรือเปิดเผยรายละเอียด ก.ล.ต.ได้

ตีความได้ว่าพบการทุจริตหรือยักยอกทรัพย์สินเกิดขึ้นแต่ไม่อาศัยกฎหมายพ.ร.บ. หลักทรัพย์ ที่สามารถตรวจสอบทั้งงบการเงิน การซื้อขายหุ้นที่เข้าข่ายผิดปกติ  พฤติกรรมผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี กลับเน้นไปที่ตามจับผู้ที่กระทำความผิดเพียงอย่างเดียว

ย้อนไปยังบทเรียนก่อนหน้านี้ที่ใหญ่ และกระทบไม่แพ้กันคือ หุ้น MORE เกิดรายการซื้อจากเงินปล่อยบัญชีมาร์จิ้นของโบรกเกอร์ด้วยกันเอง 11 ราย แต่ไม่มีเงินจ่ายชำระส่งมอบหุ้น ของ “อภิมุข บำรุงวงศ์” หรือเสี่ยปิงปอง 1,500 ล้านหุ้น ราคา 2.90 บาท มูลค่า 4,350 ล้านบาท (10 พ.ย.65)

กลายเป็นเคสที่ทำเอา ก.ล.ต. - ตลาดหลักทรัพย์ฯ  และสมาคมโบรกเกอร์  ตั้งหลักไม่ทัน และประเมินสถานการณ์ผิดพลาด จนกลายเป็นคดีความดำเนินความผิดการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาของหน่วยงานสอบสวน ปปง. กลับไม่มีการดำเนินคดีตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ ทั้งที่มีการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้น

แม้สุดท้าย ปปง. พบว่ามีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 34 รายการ “เงินหรือหลักทรัพย์ที่ซื้อต่อเนื่องจากเงินที่ได้จากการขายหุ้น MORE หรือ MORE-R รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 5,300 ล้านบาท พร้อมดอกผล ที่ได้อายัดไว้ตกเป็นของแผ่นดิน  

หากแต่พฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าฉ้อโกงกลับไม่มีมาตรการทางตลาดทุนมาป้องกัน และปกป้องรายย่อยให้เห็นได้ชัดเจนในช่วงขณะนั้น

ปัจจุบันต้องยอมรับการทุจริตเกิดขึ้นได้ง่าย และกระทำอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งการแค่ป้องกันตามสถานการณ์จึงไม่เคยตามทันขบวนการทุจริตได้แต่อย่างใด จนกว่าจะมีผู้เสียหายจำนวนมาก หนีไม่พ้น ”รายย่อย” ที่ต้องเรียนด้วยตัวเองผ่านบทเรียนซ้ำไปซ้ำมา

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์