ตลอดทั้งสัปดาห์สถานการณ์วิกฤติธนาคารในสหรัฐ และยุโรป ยังไม่ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลใจ ยิ่งในสหรัฐรอบนี้ธนาคาร - สถาบันการเงินเจอปัญหาใหญ่มาจากนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จึงกลายเป็นแรงบีบคั้นการประชุม FED ในรอบ 22 มี.ค.
จากปี 2564 นโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐปรับเป็นขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากช่วงระยะแรกภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐขยับขึ้นจากปัญหาสงครามรัสเซีย - ยูเครนทำให้ FED มุ่ง ต่อสู้ภาวะเงินเฟ้อ ที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี
ตัวเลขเงินเฟ้อ เดือนมิ.ย.2565 เพิ่มขึ้น 9.1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน มากสุดนับตั้งแต่ปี 1981 หรือในรอบ 40 ปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ไม่รวมหมวดอาหาร และพลังงานเพิ่มขึ้น 5.9% จากระยะเดียวกันของปีก่อน
โดยมีผลทำให้ FED ขยับทิศทางเป็นขึ้นดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2565 ถึง 7 ครั้ง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้ง ,ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% จำนวน 4 ครั้ง
จนครั้งสุดท้ายของปีเดือนธ.ค. 2565 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สู่ระดับ 4.25 - 4.50% ซึ่งนับเป็นระดับสูงที่สุดของสหรัฐในรอบ 15 ปี หรือตั้งแต่เดือนธ.ค.2550 พร้อมทั้งส่งสัญญาณผ่าน มุมมองเจ้าหน้าที่ FED หรือ “Dot Plot” จะยังคง “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป” ในปี 2566 และจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงปี 2567 โดยคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสู่ระดับ 5.1% ในปีหน้า (2566) ก่อนที่จะสิ้นสุดวัฏจักรการปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2550
สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ ตลาดพันธบัตรสหรัฐอายุ 2 ปี มีผลตอบแทนหรือ Bond Ylied สูงกว่าอายุ 10 ปี อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่มาของการขาดทุน(ทางบัญชี) ของผู้ถือตราสารหนี้จากดอกเบี้ยนโยบายยังขึ้นต่อ ซึ่งการขายก่อนครบอายุจึงกลายเป็นขาดทุน (เกิดขึ้นจริง) และได้เกิดกับ Silvergate Bank ,Silicon valley bank (SVB) และ Signature Bank
ดังนั้นการประชุมวันที่ 22 มี.ค. FED จึงตกในสถานการณ์ที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” จากนโยบายดอกเบี้ยที่กระทบความเชื่อมั่นระบบการเงินของสหรัฐเอง
มุมมองระดับโกลบอล “Goldman Sachs ” มองสุดโต่งรอบนี้ FED จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากวิกฤตการณ์ในระบบธนาคาร แม้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการในเชิงรุกเพื่อสร้างเสถียรภาพในระบบการเงิน แต่ตลาดยังคงไม่เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอในการสนับสนุนกลุ่มธนาคารขนาดกลาง และขนาดเล็ก
ขณะที่ในไทยเสียงส่วนใหญ่ไปในทิศทางขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่เร่งตัวที่ 0.25% “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 4.75-5.00% ปัจจัยจากหลังเงินเฟ้อสหรัฐ เดือนก.พ. ยังอยู่ในระดับสูงแม้จะเริ่มชะลอตัวลง
ด้วยความกังวลเกี่ยวกับประเด็นธนาคารสหรัฐปิดกิจการ FED คงมีท่าทีลดความแข็งกร้าวลง พร้อมกับคงต้องส่งสัญญาณให้ความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงินว่าสถานการณ์จะไม่ลุกลามจนก่อให้เกิดปัญหาเชิงระบบในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะให้น้ำหนักต่อประเด็นด้านเสถียรภาพตลาดการเงินมากขึ้น
และมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะหยุดการขึ้นดอกเบี้ยไว้ที่ 5.00% เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาคธนาคารสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าหากระงับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอาจยิ่งก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน โดยจะยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลว่า FED มองประเด็นนี้เป็นปัญหาใหญ่จึงจำเป็นต้องระงับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายออกไปก่อน แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ไอร่า คาดจะขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 0.25% สู่ระดับ 4.75 - 5.00% และอาจจะเริ่มมีการส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยลงเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ จากผลของการใช้ยาแรงเร่งขึ้นดอกเบี้ยส่งผลกระทบเข้าสู่ระบบธนาคาร และจะเป็นปัจจัยกดดันทิศทาง Dollar Index อ่อนตัวลง และถือเป็นการเพิ่มกระแสเงินทุนส่วนเกินทางอ้อมเข้าสู่ตลาด หนุนความน่าสนใจในตลาดในภูมิภาครวมถึงหุ้นไทย
บล.กรุงศรี พัฒนสิน ภายใต้เงินเฟ้อที่ชะลอลงบ้างประกอบกับความเสี่ยงในส่วนธุรกิจสถาบันการเงินในสหรัฐเพิ่มขึ้น CME Fed watch ให้น้ำหนัก 86% ว่า Fed จะปรับเพิ่มดอกเบี้ย 0.25% ที่เหลือมองไม่ปรับเพิ่มดอกเบี้ย
ขณะที่ KCS Strategist เชื่อว่าอาจเลือก “คง” ดอกเบี้ยที่ 4.5 - 4.75% กรณี FED คง หรือเพิ่ม 0.25% ซึ่งหากเป็นไปตามคาดการณ์ตลาดจะตอบรับบวก และให้ติดตามมุมมองFed ต่อการส่งสัญญาณฟื้นความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินสหรัฐ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





