background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

บริษัทเทคฯ จีนจ่อพัฒนา ‘ChatGPT’ ของตัวเอง ด้านรัฐบาลจีนจับตาใกล้ชิด 

บริษัทเทคฯ จีนจ่อพัฒนา ‘ChatGPT’ ของตัวเอง ด้านรัฐบาลจีนจับตาใกล้ชิด 

Baidu, Alibaba, JD.com, NetEase บริษัทเทคฯ ของจีน จ่อพัฒนาแพลตฟอร์มคล้าย ChatGPT หวังเข้าตลาดเอไอสู้กับสหรัฐ ด้านกูรูประเมิน ChatGPT เวอร์ชันจีนแตกต่างจากของสหรัฐแน่นอน เหตุรัฐบาลมีอำนาจเซนเซอร์การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และหากพัฒนาเสร็จต้องรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล

KEY POINTS

  • Baidu, Alibaba, JD.com และ NetEase บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ประกาศพัฒนา ChatGPT เวอร์ชันของตัวเอง
  • อย่างไรก็ตาม ซีอีโอบริษัทดังกล่าวยังไม่ให้ความชัดเจนเรื่องแหล่งข้อมูลของ ChatGPTเวอร์ชันของตัวเอง และหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึงประเด็นความโปร่งใสและเปิดเผยของแพลตฟอร์ม
  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ ChatGPT เวอร์ชันจีนแตกต่างจากของสหรัฐแน่นอน เพราะรัฐบาลเซนเซอร์การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในจีน ส่งผลให้แหล่งข้อมูลมีเพียงแหล่งที่รัฐบาลยอมรับ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่สัญชาติจีน ไม่ว่าจะเป็น Baidu, Alibaba, JD.com และ NetEase ประกาศว่าสนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีต้นแบบมาจาก ChatGPT แชทบอทจากปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โดยหวังเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเอไอที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่ระบุว่าจะพัฒนาแพลตฟอร์มที่ตอบคำถามได้ทุกคำถาม (All-Encompassing Platforms) เหมือนต้นฉบับหรือไม่ โดยระบุเพียงบางฟีเจอร์ที่จะพัฒนาเท่านั้น 

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากบริษัทฯ พัฒนาแชทบอทที่ตอบได้ทุกคำถามเหมือนเวอร์ชันสหรัฐ อาจสร้างความกังวลให้รัฐบาลจีนที่ตั้งหน้าตั้งตาเซนเซอร์ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจัง 

พอล ทริโอโล หัวหน้าฝ่ายนโยบายเทคโนโลยีที่อัลไบรท์ สโตนบริดจ์ บริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ สัญชาติอเมริกัน กล่าวว่า “จากการที่รัฐบาลจีนใช้กฎหมายและข้อบังคับเพื่อควบคุมแพลตฟอร์มเทคโนโลยีและอัลกอริธึมเอไออย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ผมมองว่าบริษัทฯ อาจไม่กล้าพัฒนาแพลตฟอร์มที่ขัดกับกฎระเบียบของรัฐบาล ไม่เช่นนั้นจะเป็นการพาบริษัทตัวเองไปตกที่นั่งลำบากเหมือนกับที่ Ant Group เจอในช่วงที่ผ่านมา”

“ลักษณะการตอบคำถามของ ChatGPT เวอร์ชันสหรัฐที่ตรงไปตรงมา อาจเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงกระทบความมั่นคงของรัฐบาลจีน และทำให้รัฐบาลจีนกังวล”

อนึ่ง รัฐบาลจีนมีอำนาจควบคุมเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตเต็มหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ และรัฐบาลทำมักปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ เซนเซอร์เนื้อหา หรือเซนเซอร์คำบางคำไม่ให้สามารถเสิร์ชได้ และแม้รัฐบาลยังไม่ปิดกั้นการเข้าถึง ChatGPT ของสหรัฐ แต่บริษัท OpenAI ก็ไม่อนุญาตให้ผู้ใช้งานในจีนลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้งานอยู่ดี

พอล ทริโอโล กล่าวต่อว่า “ลองนึกดูว่า ChatGPT พัฒนามาจากการทำงานภายใต้แหล่งของมูลของโลกตะวันตกที่สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างได้แบบเสรี จนกระทั่งได้รับขนานนามว่าเป็นเสิร์ชเอนจินที่ทรงพลังมากกว่า Google เสียอีก”

 “ทว่าพอมาเป็นบริบทของจีน ข้อมูลต่างๆ ไม่ได้เปิดเสรีเช่นนั้น ทั้งหมดอาจเป็นงานยากของรัฐบาล และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านั้นในการทำให้แพลตฟอร์มที่จะพัฒนามีประสิทธิภาพเทียบเท่าเวอร์ชันต้นฉบับ”

ท่าทีของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี

ท่าทีดังกล่าวของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็น Baidu, Alibaba, JD.com หรือ NetEase ออกมาท่ามกลางการที่รัฐบาลจีนกวดขันและตรวจสอบบริษัทเทคโลยีอย่างเข้มข้นตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผ่านการออกกฎระเบียบที่มุ่งต่อต้านการผูกขาดข้อมูล (Data Antitrust)  และการปกป้องข้อมูล (Data Protection) 

บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ระบุว่า รัฐบาลจีนประสบความสำเร็จอย่างมากในการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาจากท่าทีอันคลุมเครือของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีต่อประเด็นเรื่องความโปร่งใสและเปิดเผยของข้อมูลในแพลตฟอร์มเสมือน ChatGPT ที่กำลังจะพัฒนา

บริษัทเทคฯ จีนจ่อพัฒนา ‘ChatGPT’ ของตัวเอง ด้านรัฐบาลจีนจับตาใกล้ชิด 

ยกตัวอย่างเช่น Alibaba ประกาศผ่านระบบคลาวด์ของบริษัทฯ เพียงแค่ว่า บริษัทฯ กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่คล้ายกับ ChatGPT ชนิดที่สามารถทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ในเครือจากระบบคลาวด์คอมพิวติงได้ ขณะที่ NetEase บริษัทพัฒนาเกมและอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนระบุว่ากำลังพัฒนา Youdao เสิร์ชเอนจินซึ่งให้บริการด้านการศึกษาด้วยระบบเจนเนอเรทีฟเอไอเพื่อสร้าง ‘เครื่องมือ’ ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคการศึกษา ส่วน JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนประกาศว่าจะเปิดตัวแชทบอทที่คล้าย ChatGPT สำหรับภาคอุตสาหกรรมค้าปลีกและการเงินเป็นหลัก

บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ระบุว่า เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านั้นพยายามพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง และหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงประเด็นที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง เนื่องจากบริษัทฯ กำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนในเทคโนโลยี พร้อมไปกับการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจทำให้บริษัทประสบกับปัญหาได้

ซิน ซุน ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจในจีนและเอเชียตะวันออก มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า “บริษัทเทคโนโลยีเหล่านั้นอยู่ในสภาวะหนีเสือปะจระเข้ ด้านหนึ่งก็ต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้ประชาชนและนักลงทุนสนใจ ผ่านการทำทุกวิถีทางไม่ให้แพลตฟอร์มของตัวเองล้าหลัง” 

“แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องระมัดระวังรัฐบาลจีนที่กำลังจับจ้องอยู่ บวกกับต้องทำให้ไม่ถูกมองว่าเป็นแพลตฟอร์มที่กระทบความมั่นคงของรัฐ หรือแม้กระทั่งต้องสร้างเทคโนโลยีที่ไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองและกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย”

ซิน ซุน กล่าวต่อว่า จากการบาลานซ์ระหว่างสองฝั่งที่กล่าวไปข้างต้นอาจทำให้ ChatGPT ของจีนแตกต่างจากของสหรัฐอย่างสิ้นเชิง ภายใต้บริบทการเซนเซอร์ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตของจีน

ความสมดุลระหว่างการ ‘การเมือง’ และ ‘เทคโนโลยี’

อย่างไรก็ตาม จีนยังคงต้องการเร่งพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อเข้ามาแข่งขันกับสหรัฐ ในสงครามภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าในปัจจุบัน แม้รัฐบาลยังคงจับจ้องอย่างไม่ลดละสายตา และออกกฎหมายมากมายเพื่อ ‘กำกับดูแล’ การมีอยู่ของเทคโนโลยีเหล่านั้นก็ตาม คาดว่าทั้งหมดเป็นลักษณะของ ‘ความสมดุล’ ที่รัฐบาลจีนพยายามสร้างให้เกิดขึ้นในประเทศ

หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลไซเบอร์สเปซของจีน หรือ Cyberspace Administration of China (CAC) ออกกฎหมายควบคุมเทคโนโลยี ‘Deep Synthesis’ หรือเทคโนโลยีการสร้างภาพและวิดีโอผ่านเอไอ โดย CAC ระบุว่า ต้องใส่ลายน้ำในผลงานที่ผลิตออกมาโดยเอไอทุกครั้งเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด

ในขณะที่เมื่อปีที่แล้ว CAC ได้ออกกฎหมายให้บริษัทเทคโนโลยีในประเทศต้องรายงานกฎเกณฑ์และรายละเอียดที่บริษัทฯ ใช้เพื่อแนะนำสินค้าหรือบริการให้ประชาชนผ่านระบบ ‘อัลกอริธึมการแนะนํา’ หรือ Recommendation Algorithms ต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งคาดว่ากฎระเบียบเหล่านี้ก็ต้องนำมาปรับใช้ในอนาคตกลับแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาให้คล้ายคลึงกับ ChatGPT ของจีนเช่นเดียวกัน

ภาวะหุ้นเทคฯ จีน

หลังจากมีข่าวการพัฒนา ChatGPT ออกมา วันนี้ เวลา 12.00 น. เว็บไซต์อินเวสติงดอทคอม รายงานภาวะหุ้นเทคโนโลยี สัญชาติจีน ดังนี้ 

Alibaba Group Holding Ltd (9988) ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ปรับตัวลดลง 0.32 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1.38 บาท) หรือ 0.29% มาอยู่ที่  103.70 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 446.91 บาท)

Alibaba Group Holdings Ltd ADR (BABA) ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ขยับขึ้น 1.14 ดอลลาร์ (ประมาณ 37.62 บาท) หรือ 1.10% มาอยู่ที่  104.79 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,458.07 บาท)

Baidu Inc (BIDU) ในกระดานแนสแด็ก สหรัฐ ปรับตัวสูงขึ้น 7.87 ดอลลาร์ (ประมาณ 259.71 บาท) หรือ 5.66% มาอยู่ที่ 146.86 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,846.38 บาท)

JD.com Inc Adr (JD) ในกระดานแนสแด็ก สหรัฐ ขยับตัวขึ้น 0.14 ดอลลาร์ (ประมาณ 4..62 บาท) หรือ 0.27% มาอยู่ที่ 52.43 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,730.19 บาท)

NetEase Inc (9999) ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ย่อตัวลง 0.40 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1.72 บาท) หรือ 0.29% มาอยู่ที่ 138.60 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 597.32 บาท)

NetEase Inc (NTES) ในกระดานแนสแด็ก สหรัฐ ขยับขึ้น 1.16 ดอลลาร์ (ประมาณ 38.28 บาท) หรือ 1.34% มาอยู่ที่ 87.86 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,899.38 บาท)