ดาวโจนส์บวกในกรอบแคบ 104 จุด หลังบริษัทเผยผลประกอบการผสมผสาน

ดาวโจนส์บวกในกรอบแคบ 104 จุด หลังบริษัทเผยผลประกอบการผสมผสาน

ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นในกรอบแคบ 104 จุด หลังบริษัทหลายแห่งเผยผลประกอบการผสมผสาน ทั้งบริษัท 3 เอ็ม, จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน, เวอไรซอน และจีอี

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดวันอังคาร(24ม.ค.)ปรับตัวเพิ่มขึ้น 104.40 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 33,733.96 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 2.86 จุด หรือ 0.07%  ปิดที่ 4,016.95 จุด และดัชนีแนสแด็ก ลดลง 30.14 จุด หรือ 0.27%  ปิดที่ 11,334.27 จุด

ทั้งนี้ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 และดัชนีแนสแด็ก แกว่งตัวในกรอบแคบๆ หลังบริษัทหลายแห่ง รวมถึง 3เอ็ม, จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน, เวอไรซอน และจีอี รายงานผลประกอบการที่ผสมผสาน ส่วนดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดในแดนบวก เพราะได้แรงหนุนจากหุ้นของทราเวเลอร์, อเมริกัน เอ็กเพรส และเจพีมอร์แกส เชส

อย่างไรก็ตาม ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นรวมเกือบ 600 จุดในการซื้อขาย 2 วันทำการในวันศุกร์และวานนี้ ขานรับคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในการประชุมสัปดาห์หน้า หลังการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว ซึ่งจะทำให้เฟดชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

เจ้าหน้าที่เฟดเริ่มเข้าสู่ช่วงงดการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ.

กฏระเบียบของเฟดห้ามเจ้าหน้าที่เฟดแสดงความเห็นต่อสาธารณะ หรือให้สัมภาษณ์ในช่วง Blackout Period เกี่ยวกับนโยบายการเงิน โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่สองก่อนที่การประชุมนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) จะเริ่มขึ้น และสิ้นสุดในวันพฤหัสบดีหลังการประชุม

นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยในวันศุกร์นี้ โดยดัชนีดังกล่าวเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ และสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค ขณะที่ครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)