หุ้นโรงไฟฟ้าเตรียมคืนฟอร์ม จับตาประมูลล็อตใหญ่ปลายปี

หุ้นโรงไฟฟ้าเตรียมคืนฟอร์ม  จับตาประมูลล็อตใหญ่ปลายปี

ฉายาหุ้นหลุมหลบภัยธุรกิจ “โรงไฟฟ้า” ด้วยลักษณะธุรกิจที่มีรายได้ประจำจากการขายไฟฟ้าเข้ามาทุกเดือน และสม่ำเสมอ เป็นหุ้นรับแรงกระแทกจากตลาดหุ้นขาลงได้ดี

            ด้วยสถานการณ์ปี 2565 กลับกลายเป็นหุ้นที่เผชิญแรงขายหนักจากนักลงทุน จนกลายเป็น “หุ้นเจ็บหนัก” แทน

            ด้วยปัจจัยเกินคาดการณ์ “วิกฤติพลังงาน” ตามมาด้วย  “เงินเฟ้อ”  และ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย”  ทำให้เผชิญด้านต้นทุนแต่ขยับราคาขายไม่ได้ในทันทีจนกลายเป็นปัจจัยกดดันหุ้นแทน  ราคาหุ้นจึงปรับตัวร่วงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

            เนื่องด้วยต้นทุนเชื้อเพลิงนำมาทำกระแสไฟฟ้าในกลุ่มโรงไฟฟ้าโคเจนที่ใช้ไอน้ำ ทำให้ต้องพึ่งพิงทั้งถ่านหิน และก๊าซ  ที่ให้เกิดความร้อนสูงสุดจนเป็นพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมาราคาพลังงานทั้ง 2 ชนิดปรับขึ้นแบบไม่มีลงด้วยราคาถ่านหินที่ระดับ 400 ดอลลาร์ต่อตัน และราคาก๊าซธรรมชาติซื้อขายล่วงหน้าทรงตัวอยู่ที่ 7-8 ดอลลาร์ต่อตัน

           จากรายงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุ ราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยรวมทุกแหล่ง (รวมค่าผ่านท่อ) ในเดือน พ.ค. – ส.ค.2565 เท่ากับ 422.36 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวเพิ่มขึ้น 45.90 บาทต่อล้านบีทียู เมื่อเทียบกับประมาณการในงวดที่ผ่านมา ซึ่งประมาณการไว้ที่ 376.46 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจาก ระดับ 72.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  (อัตราแลกเปลี่ยน 33.0 บาทต่อดอลลาร์ )

            จนเป็นที่มาทำให้ กกพ. ต้องเคาะตัวเลขค่าไฟฟ้าปรับขึ้นรอบใหม่ตั้งแต่เดือยก.ย. 2565  เป็นต้นไป ผ่านอัตราค่าไฟฟ้าฝันแปรอัตโนมัติ (Ft) งวดเดือน ก.ย.- ธ.ค.2565 เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 68.66 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากเป็นต้นทุนที่แท้จริงตามราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้น และเมื่อรวมกับค่า Ft งวดปัจจุบัน (พ.ค. – ส.ค.2565) ที่เก็บอยู่  24.77 สตางค์ต่อหน่วย

            ทั้งนี้ส่งผลให้ค่า Ft โดยรวมในเดือนก.ย.- ธ.ค. 2565 มาอยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย และเมื่อนำมารวมกับค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.79 บาทต่อหน่วย จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมที่ประชาชนต้องจ่าย 4.72 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากงวดเดือนพ.ค.- ส.ค.2565 ที่ประชาชนจ่าย 4 บาทต่อหน่วย

            แน่นอนว่าบิลค่าไฟฟ้างวดเดือนก.ย. ที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มทำให้กลายเป็นภาระหนักสำหรับประชาชนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ช่วยผ่อนภาระต้นทุนของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าไปในตัวด้วยเช่นกัน  จึงทำให้แรงกดดันเริ่มลดลงซึ่งราคาหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ยังไม่กลับเป็นช่วงขาขึ้นสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวได้ดี

 

            ราคาหุ้นในรอบ 9 เดือนปี 2565 รายใหญ่ในตลาดหุ้นต่างปรับตัวลดถ้วนหน้าเมื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้นต้นปี 2565 ยังไม่เกิดปัจจัยลบดังกล่าว  ซึ่งในกลุ่มมีเพียง บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF ที่ราคาหุ้นยังบวกสวนหุ้นในกลุ่มได้ จากการถือลงทุนในธุรกิจอื่น เช่น สื่อสาร ผ่าน บมจ.อินทัช โฮลดิ้ง หรือ INTUCH  และ ไฟแนนซ์ ผ่าน  Binance  

            อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกในกลุ่มโรงไฟฟ้าทำให้หุ้นกลับมาน่าสนใจเริ่มเข้ามาต่อเนื่อง ตั้งแต่ กฟผ. เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าปี 2566 จะทรงตัวระดับสูงต่อไป เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงหลัก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติผันแปร ตามราคาน้ำมัน ขณะที่ไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอล เอ็นจี) นำเข้าถึง 20% ที่มีราคาสูงมาก หากสงครามรัสเซีย ยูเครน ยังยืดเยื้อ

            รวมไปถึงระเบียบการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี2565 - 2573  ภายใต้แผน PDP2018 rev1 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) ประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา กลายเป็นปัจจัยหนุนการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของรัฐด้วยกำลังการผลิตรวม 5,203  เมกกะวัตต์

            ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน  ประเมินประเด็นดังกล่าวว่าหุ้นที่มีปัจจัยบวกดังกล่าว  GUNKUL, GULF, GPSC ได้ประโยชน์สูง มองมีโอกาสสูงที่จะเห็นการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในช่วง ไตรมาส 4 ปี 2565  เพราะระเบียบ ดังกล่าวไม่ต้องรอ PDP2565 ที่ต้องรอการอนุมัติจาก กบง./ กพช. และประกาศใช้คาดช่วงปลายปี 2565   ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา PDP2018rev1 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่มองมีโอกาสน้อยที่จะเกิดขึ้น

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์