วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

หุ้นน้องใหม่ PHAT เทรดวันแรกต่ำจอง 8% ราคาอยู่ที่ 1.84 บาท จากไอพีโอ 2 บาท

ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 20 ส.ค.2569 หุ้นน้องใหม่ PHAT หรือ บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเทรดวันแรกลดลง 8% หรือลดลง 0.16 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.84 บาท จากราคาไอพีโอ ที่ 2.00 บาท 
 

นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า PHAT ดำเนินธุรกิจโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบที่ อ.เขาพนม จ.กระบี่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ให้ผลผลิตปาล์ม ราว 20.9% ของทั้งประเทศ การอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ เพราะทะลายปาล์มสดต้องเข้าสู่กระบวนการผลิตภายใน 24 ชั่วโมง จึงจะได้น้ำมันคุณภาพดี บริษัทมีเครือข่ายจัดหาที่กว้าง ทั้งสวนเกษตรกร 960 ราย ลานเทคู่ค้า 275 ราย และลานเทที่บริหารเอง 4 แห่ง นอกจากนี้ยังได้รับการรับรอง RSPO, ISO 14001 และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ องค์กร ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ผู้ซื้อต่างประเทศให้น้ำหนักมากขึ้น และช่วยเปิดประตูสู่ตลาดที่ให้ราคาพรีเมียม อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเป็นผู้เล่นขนาดกลางในอุตสาหกรรมที่มีโรงสกัดกว่า 100 แห่ง และเล็กกว่าคู่แข่งในพื้นที่เดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ (UVAN 355 ตัน/ชม. SMO 240 ตัน/ชม. PCE 150 ตัน/ชม. เทียบกับ PHAT ที่ 60 ตัน/ชม.) จึงมีอำนาจต่อรองในการรับซื้อวัตถุดิบจำกัดกว่า

การส่งออกคือเครื่องยนต์ใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเริ่มส่งออก CPO ไปอินเดียตั้งแต่ ไตรมาส 3/2568 ซึ่งทำให้รายได้ปี 2568 เติบโต 46% เป็น 2,377 ล้านบาท และเร่งตัวต่อเนื่องในไตรมาส 1/2569 ที่รายได้ทำได้ 785 ล้านบาท จากการที่ผู้ค้ารายใหญ่ในสิงคโปร์เข้าเยี่ยมชมโรงงานและสั่งซื้อโดยตรง สะท้อนว่าโรงงานผ่านการประเมินของผู้ซื้อระดับสากลแล้ว ซึ่งเป็นด่านที่ผ่านยากของการเข้าสู่ตลาดส่งออก เรามองว่านี่เป็นการยกระดับที่มีคุณค่าในระยะยาว เพราะช่วยลดการพึ่งพากลไกราคาในประเทศที่ถูกแทรกแซงจากภาครัฐเป็นระยะ แต่ประเด็นที่ต้องเข้าใจคือ ปริมาณขาย CPO ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 20,102 ตัน ขณะที่บริษัทผลิตเองได้เพียง 10,083 ตัน ส่วนต่างมาจากการซื้อ CPO จากคู่ค้าในประเทศมาส่งออกต่อ ซึ่งมีลักษณะเป็นการเทรดที่มาร์จิ้นบางกว่าการผลิตเอง เมื่อประกอบกับไตรมาส 1 เป็นช่วง Low Season ของผลผลิตปาล์ม จึงเป็นสาเหตุที่รายได้โตเกือบ 3 เท่า แต่กำไรสุทธิเหลือเพียง 3.47 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 0.44% เทียบกับ -17.22% ในไตรมาส 1/2568  และ 4.60% ของทั้งปี 2568

กำลังการผลิตใหม่และ By-product คือทางเติบโตถัดไป

โจทย์ของบริษัทจากนี้คือการเปลี่ยนยอดขายส่งออกให้กลายเป็นกำไรที่แท้จริง ซึ่งขึ้นกับการเพิ่มสัดส่วน CPO ที่ผลิตเอง โครงการขยายกำลังการผลิตจาก 60 เป็น 90 ตัน/ชม. ก่อสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างทดสอบระบบ คาดรับมอบภายใน มิ.ย. 2569 ประกอบกับถังเก็บที่ขยายจาก 4,600 เป็น 9,600 ตัน จะช่วยให้บริษัทรวบรวมสินค้าให้ทันรอบเรือได้ด้วยของตัวเองมากขึ้น สัญญาณเบื้องต้นเป็นบวก โดยไตรมาส 1/2569 อัตราการสกัดน้ำมันปรับขึ้นเป็น 18.88% จาก 16.26% และอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มเป็น 49.45% จาก 34.34% ส่วนการลงทุนโรงสกัดน้ำมันเมล็ดใน (CPKO) และระบบก๊าซชีวภาพรวม 88.6 ล้านบาท เป็นการต่อยอดจากของเสียที่มีอยู่แล้วในกระบวนการผลิต จึงมีความเสี่ยงต่ำและช่วยยกอัตรากำไรในระยะยาว แต่กว่าจะรับรู้ผลเต็มปีคือปี 2571 จึงยังไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนกำไรในปีหน้า

อัตรากำไรที่ต่ำและสภาพคล่องคือจุดที่ต้องจับตา

ธุรกิจนี้มีอัตรากำไรต่ำโดยธรรมชาติ เพราะต้นทุนผลปาล์มสดคิดเป็นราว 79.4% ของต้นทุนขาย และเคลื่อนไหวไปทางเดียวกับราคา CPO ทำให้กำไรขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาและประสิทธิภาพการผลิตมากกว่าทิศทางราคาสินค้า อัตรากำไรขั้นต้นที่ไต่ขึ้นจาก 2.73% ในปี 2566 เป็น 8.13% ในปี 2568 เกิดจากการรีไฟแนนซ์และเงินเพิ่มทุนที่ทำให้บริษัทมีสภาพคล่องพอจะเลือกจังหวะซื้อและขายได้ ซึ่งยืนยันว่าเงินทุนหมุนเวียนคือตัวแปรที่กำหนดกำไรของธุรกิจนี้โดยตรง ในทางกลับกันไตรมาส 1/2569 อัตรากำไรขั้นต้นลดเหลือ 4.09% และอัตราส่วนความสามารถชำระดอกเบี้ยลดเหลือ 1.43 เท่า จาก 7.29 เท่าในปี 2568 ขณะที่เงินกู้ระยะสั้นเพิ่มเป็น 430 ล้านบาทเพื่อรองรับการส่งออก สะท้อนว่าการเร่งยอดส่งออก มาพร้อมกับภาระเงินทุนหมุนเวียนที่สูงขึ้นชัดเจน

การระดมทุนตามวัตถุประสงค์ในครั้งนี้มีความเหมาะสม โดยเฉพาะเงินทุนหมุนเวียน 120 ล้านบาท ซึ่งแก้ปัญหาที่เป็นข้อจำกัดหลักของบริษัทมาตลอด และจะช่วยลด D/E จาก 1.88 เท่า มาที่ราว 1.1 เท่า โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามต่อ ได้แก่ 1) การเดินเครื่อง 90 ตัน/ชม. และอัตราการใช้กำลังการผลิต 2) สัดส่วนและอัตรากำไรของ CPO ที่ซื้อมาขายไปเทียบกับที่ผลิตเอง 3) อัตรากำไรขั้นต้นในช่วง High Season ไตรมาส 2–ไตรมาส 3 และ 4) ภาระภาษีหลังบัตร BOI เดิมหมดอายุเมื่อ ธ.ค. 2568

(1) ความเสี่ยงจากแรงขายของผู้ถือหุ้นเดิมประเภทกองทุนร่วมลงทุน (PE) คิดเป็นเกือบ 20% ของหุ้น IPO ซึ่งมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อ Exit ผ่านตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ต้น

(2) ความผันผวนของราคา CPO และผลปาล์มสด รวมถึงการถือครองสินค้าคงเหลือ

(3) การกระจุกตัวของลูกค้ารายใหญ่ 5 รายแรกที่ 84.5% ของรายได้ในไตรมาส 1/2569 

(4) มาตรการภาครัฐ ทั้งการตรึงราคาและการขออนุญาตก่อนส่งออกที่มีผลตั้งแต่ 7 เม.ย. 2569

(5) ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน จากการประเมินมูลค่าเบื้องต้นด้วย PER ย้อนหลัง 1 ปี ของคู่แข่งในตลาดที่ 8.72x เท่า มองว่ามูลค่าเหมาะสมสำหรับปี 2569 ของบริษัท ณ ราคา IPO มีความเหมาะสมแล้ว