บลจ.บัวหลวง รวมกิจการกับ บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP) ส่งผลให้มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ทะลุ 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก วางกลยุทธ์นำผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เคยซับซ้อนสำหรับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง มาปรับโครงสร้างเพื่อให้เข้าถึงนักลงทุนรายย่อยได้ง่ายขึ้น
KEY POINTS
- บลจ.บัวหลวง รวมกิจการกับ บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP) ส่งผลให้มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ทะลุ 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก
- วางกลยุทธ์นำผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เคยซับซ้อนสำหรับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง มาปรับโครงสร้างเพื่อให้เข้าถึงนักลงทุนรายย่อยได้ง่ายขึ้น
- เตรียมเปิดตัวกองทุนใหม่ประเภท Multi Assets เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนและรับมือกับความผันผวนของตลาด เช่น กองทุน B-GDI และ B-GAR
การรวมกิจการอย่างเป็นทางการระหว่าง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง (BBLAM) และ บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP) เมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายครั้งสำคัญของ “อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย” ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการผนึกกำลังของสองบริษัทในเครือ “ธนาคารกรุงเทพ” (BBL) แต่ยังดัน “มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ” (AUM) ให้ก้าวกระโดดทะลุ “1 ล้านล้านบาท” ได้เป็นครั้งแรก !
“บรรณรงค์ พิชญากร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงความสำเร็จใน “การรวมกิจการ” ว่า การโอนย้ายทั้งกองทุนรวม ประเภทลูกค้า และทีมงานพนักงานทั้งหมดมาอยู่ภายใต้ บลจ.บัวหลวง ดำเนินการไปได้อย่างเรียบร้อย โดยสินทรัพย์รวมเดิมของทั้งสองบริษัทอยู่ที่ราว 900,000 กว่าล้านบาท และเมื่อรวมกันพร้อมกับการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ ทำให้ AUM เพิ่มขึ้นมากว่า 1 แสนล้านบาท จนทะลุระดับ 1 ล้านล้านบาทได้สำเร็จ
ใน “มิติ” ของอันดับในอุตสาหกรรม บลจ.บัวหลวง ครองอันดับ 4 ในเชิง “มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ” (NAV) รวม แต่หากถอดการนับซ้ำออกและนับเฉพาะ ธุรกิจ Commercial จะก้าวขึ้นมาเป็น อันดับ 3 ของอุตสาหกรรม
“จุดเด่นของ บลจ.บัวหลวง มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีฐานลูกค้ารายย่อยกว้างขวาง ขณะที่ BCAP มีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อน สำหรับ กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง หรือ High Net Worth เมื่อรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เป้าหมายสำคัญคือ การนำไอเดียผลิตภัณฑ์ระดับ High Net Worth มาปรับโครงสร้างความเสี่ยงและเพิ่มฟีเจอร์เหมาะกับคนทั่วไป เช่น การซื้อขายได้ทุกวัน เพื่อให้ลูกค้ารายย่อยเข้าถึงทางเลือกการลงทุนหลากหลาย ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ จากบนลงล่าง”
สำหรับ ผลการดำเนินงานในปีนี้ บลจ.บัวหลวง สร้างยอดเงินไหลเข้าสุทธิ (Net Inflow) ได้สูงถึงประมาณ 25,000 ล้านบาท ขณะที่กองทุน RMF น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว มียอดจองทยอยเข้ามาเกือบ 200 ล้านบาท โดยมีช่องทางขายหลักกว่า 90% มาจากเครือข่ายสาขาของธนาคารกรุงเทพ
เมื่อถามถึงแผนงานในอนาคต “บรรณรงค์” เปิดเผยว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 กองทุนแบบ Multi Assets ฝ่าวิกฤตความผันผวน ได้แก่ “กองทุนเปิดบัวหลวง Global Diversified Income” (B-GDI) เปิดโอกาสรับกระแสเงินสดกลับคืนจากการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมสร้างการเติบโตให้กับพอร์ต โดยมีคำแนะนำการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก Franklin Templeton และ “กองทุนเปิดบัวหลวง Global Absolute Return” (B-GAR) มุ่งแสวงหาผลตอบแทนเป็นบวก ทุกสภาวะตลาด ด้วยกลยุทธ์ Absolute Return ลดความผันผวนจากการพึ่งพาทิศทางตลาด
ส่วนแผนในปีหน้านั้น แม้จะมีการรวมพอร์ตผลิตภัณฑ์กับ BCAP แล้ว แต่ยังมีบางกลุ่มสินทรัพย์ที่ยังเป็นช่องว่าง ซึ่ง บลจ. ตั้งใจจะทยอยนำออกสู่ตลาดเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุน
นอกจากนี้ บลจ.บัวหลวง ยังเตรียมทำงานร่วมกับธนาคารกรุงเทพอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันกองทุนที่มีศักยภาพสูง เช่น กองทุนเปิดบัวหลวงตราสารหนี้ระยะสั้น (B-ST) ซึ่งเป็นทางเลือกในการพักเงินที่ดีกว่า Money Market ทั่วไป โดยกองทุนลักษณะนี้เคยได้รับความไว้วางใจจากสถาบันขนาดใหญ่ในประเทศให้เป็นผู้บริหารจัดการ ชนะการแข่งขันกับ บลจ. จากต่างประเทศมาแล้ว
ในส่วนของผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ “บรรณรงค์” ได้กล่าวถึง กองทุนเปิดบัวหลวงอินคัม( B-INCOMED) ที่บริหารร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Fidelity ซึ่งมีฐานแฟนคลับอย่างหนาแน่น โดยผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี สามารถทำสถิติ “10 ปี 10 เด้ง” สะท้อนด้วย NAV ปรับขึ้นจาก 40 บาท หรือเงินลงทุน 1 ล้านบาท เติบโตเป็น 4 ล้านบาท และสร้างผลตอบแทน Year-to-Date (YTD) ในปีนี้ได้สูงถึงราว 17%
เมื่อถูกถามถึงกระแสการลงทุนในสินทรัพย์ผันผวนสูงอย่าง Bitcoin ETF ซึ่ง ก.ล.ต. ไทยได้ประกาศเปิดให้มีการจัดตั้งและกำกับดูแล Crypto ETF ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.2569 เป็นต้นไป ซึ่งอนุญาตให้กองทุนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลหลักคือ Bitcoin และ Ethereum ได้นั้น
“บรรณรงค์” ให้มุมมองอย่างระมัดระวังว่า กองทุนรวมไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น (Trading) แต่คือการสะสมพลังและการออมเพื่อการเกษียณมากกว่า
“สินทรัพย์ที่ผันผวนมาก หากตลาดเปลี่ยนทิศทาง นักลงทุนส่วนใหญ่ มักจะถือยาว และไม่สามารถปรับพอร์ตออกได้ทันเวลา”
“บรรณรงค์” ย้ำว่าแต่การออมเงินเพื่อการเกษียณด้วยเงินฝากธนาคารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่ออนาคต การเลือกลงทุนใน “กองทุนรวม” ที่เหมาะสม กระจายความเสี่ยงดี และถือครองในระยะยาว จึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน
ด้านการลงทุน “ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน Chief Investment Officer (CIO) ฝ่ายงานบริหารการลงทุน บลจ.บัวหลวง ให้มุมมองการลงทุนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 คาดว่าสถานการณ์การลงทุนจะยังมีความผันผวนสูงต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลัก จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งผลการเลือกตั้งอาจมีผลต่อทั้งนโยบายด้านต่างประเทศและเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลสหรัฐ มีหนี้สูงและภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนจากกลุ่ม Hypersalerที่เลือกลงทุนโดยการกู้เงินจากตลาดมากขึ้น อาจสร้างความผันผวน โดยเฉพาะในกรณีที่เงินเฟ้อยังปรับสูงขึ้นต่อจากราคาน้ำมันที่สูง
“อย่างน้อย 6 เดือนข้างหน้า ความผันผวนในตลาดจะยังไม่จบลงง่ายๆ เนื่องจากพฤติกรรมของนักลงทุนเมื่อผ่านพ้นความกังวลเรื่องหนึ่งไปแล้ว ก็มักจะมองหาปัจจัยความเสี่ยงใหม่ๆ เข้ามากดดันตลาดอยู่เสมอ”
จับตาหาก 3 พ.ย. นี้ “โดนัลด์ ทรัมป์” แพ้ตามที่ตลาดคาด สถิติย้อนหลัง 50 ปี ระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐจะปรับตัวขึ้นภายใน 1 เดือนหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ทางด้าน “เงินเฟ้อ” และ Bond Yield ลดลง ตลาดมองว่าจะช่วยลดความตึงเครียดด้านสงคราม ทำให้พรีเมียมบนราคาน้ำมัน เมื่อเงินเฟ้อและ Bond Yield ปรับตัวลง ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ที่เริ่มอ่อนค่าลง จะกระตุ้นให้กระแสเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Markets) ทั้งในภูมิภาคเอเชีย และละตินอเมริกา
นอกจากประเด็นในสหรัฐแล้ว ตลาดยังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยฝั่งยุโรปที่มีเหตุการณ์ปะทะและการประท้วงทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้ภาพรวมการลงทุนยังคงมีความผันผวนสูง





