วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทองคำขาลง เจอศึกหนัก น้ำมันพุ่ง-ดอกเบี้ยกดดัน หลุด 4,000 ดอลลาร์ ‘แม่ทองสุก’ จับตาเฟดชี้ทิศทาง

ทองคำโลกดิ่งหลุด 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พลิกแนวโน้มระยะสั้นเป็นขาลง จับตาแนวรับ 3,950-3,960 ดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากดอกเบี้ยเฟดและราคาน้ำมันพุ่งเกิน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ‘แม่ทองสุก’ แนะนักลงทุนระยะยาวทยอยสะสม ส่วนสายเก็งกำไรเน้นบริหารความเสี่ยงใกล้ชิด

KEY POINTS

  • ราคาทองคำสปอต (Gold Spot) ปรับตัวลดลงหลุดระดับจิตวิทยา 4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ทำให้แนวโน้มระยะสั้นเปลี่ยนเป็นทิศทางขาลง โดยมีแนวรับสำคัญที่ 3,950-3,960 ดอลลาร์ฯ
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจกระตุ้นเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด
  • ทิศทางราคาทองคำขึ้นอยู่กับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะถึงนี้ หากเฟดคงดอกเบี้ยจะช่วยลดแรงกดดัน แต่หากส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอาจทำให้ราคาทองคำหลุดแนวรับสำคัญลงไปอีก
  • "แม่ทองสุก" แนะนักลงทุนระยะยาวสามารถใช้จังหวะนี้ทยอยสะสม ส่วนนักลงทุนระยะสั้นควรเพิ่มความระมัดระวังเนื่องจากตลาดยังเป็นขาลง และต้องติดตามผลประชุมเฟด ราคาน้ำมัน และค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด

ตลาดทองคำโลกเผชิญแรงกดดัน หลังราคาทองคำสปอต (Gold Spot) ปรับตัวหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ราคาน้ำมัน และค่าเงิน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ โดยนักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างใกล้ชิด ขณะที่การหลุดระดับจิตวิทยาสำคัญดังกล่าวยังทำให้ต้องประเมินแนวรับถัดไปและวางกลยุทธ์รับมือความผันผวนในช่วงปลายปีอย่างระมัดระวัง

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท MTS GOLD แม่ทองสุก ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า แนวโน้มราคาทองคำโลกในระยะสั้นเปลี่ยนเข้าสู่ทิศทางขาลง หลังราคาหลุดระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ โดยประเมินแนวรับสำคัญอยู่ที่ 3,950-3,960 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถรองรับแรงขายได้หรือไม่
 

ทั้งนี้ ทิศทางราคาทองคำในช่วงนี้ขึ้นอยู่กับผลการประชุมเฟด หากเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ จะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาทองคำ และเปิดโอกาสให้ราคาทรงตัวบริเวณแนวรับดังกล่าว ก่อนมีโอกาสฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ แต่หากเฟดส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด หรือมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็มีความเสี่ยงที่ราคาทองคำจะหลุดแนวรับ 3,950-3,960 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ลงไป

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะเกิดการรีบาวด์ในระยะสั้น แต่ยังต้องระมัดระวังแรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยในระยะถัดไป เนื่องจากตลาดยังประเมินความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.2569 ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของราคาทองคำ โดยการประชุมเฟดรอบถัดไปมีกำหนดวันที่ 8-9 ธ.ค.2569 ทำให้ทิศทางนโยบายการเงินและราคาทองคำอาจมีความชัดเจนมากขึ้นหลังการประชุมดังกล่าว 

นอกจากปัจจัยดอกเบี้ยแล้ว ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อทองคำ โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันดิบทะยานเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจผลักดันต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อให้สูงขึ้น จนทำให้ธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อไป

สำหรับทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยโดยตรง ซึ่งการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงหรือปรับเพิ่มขึ้น ย่อมทำให้ทองคำมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ดังนั้น หากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงและเพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อ ราคาทองคำก็มีโอกาสเผชิญแรงขายต่อเนื่อง แต่หากแรงกดดันด้านพลังงานเริ่มคลี่คลาย ก็อาจช่วยให้ทองคำประคองตัวและมีโอกาสฟื้นขึ้นในช่วงปลายปีได้ 

ส่วนราคาทองคำในประเทศ แม้จะปรับตัวลดลงตามตลาดโลก แต่มีความผันผวนน้อยกว่า โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกปรับตัวลดลงประมาณ 3% ขณะที่ทองคำไทยลดลงราว 2% หรือประมาณ 1,200-1,300 บาท สาเหตุสำคัญมาจากค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่า ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการปรับลดลงของราคาทองคำในตลาดโลก

ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า ราคาทองคำในประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาทองคำโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย โดยเงินบาทที่อ่อนค่าจะช่วยพยุงราคาทองคำไทยไม่ให้ปรับตัวลดลงตามตลาดโลกเต็มจำนวน ขณะที่เงินบาทแข็งค่าจะส่งผลในทางตรงกันข้าม

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำว่า นักลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวที่มีเงินเย็นและสามารถถือครองการลงทุนได้นานกว่า 6 เดือน สามารถใช้จังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงทยอยเข้าซื้อสะสมได้ โดยควรแบ่งเงินลงทุนเป็นหลายส่วน แทนการเข้าซื้อทั้งหมดในครั้งเดียว เพื่อรองรับความผันผวนและลดความเสี่ยงจากการเข้าซื้อผิดจังหวะ

ขณะที่นักลงทุนระยะสั้น นักเก็งกำไร และผู้ลงทุนในสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากแนวโน้มระยะสั้นยังเป็นขาลง ควรประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน และให้ความสำคัญกับการรักษาเงินทุนมากกว่าการเร่งทำกำไร

สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในการซื้อขาย อาจพิจารณากลยุทธ์ทำกำไรตามทิศทางขาลงตามความเหมาะสม แต่ต้องเข้าใจความเสี่ยงและมีวินัยในการกำหนดจุดตัดขาดทุน โดยเฉพาะการซื้อขาย Gold Futures ซึ่งมีความผันผวนและอาจสร้างผลขาดทุนได้รวดเร็ว จึงควรใช้กลยุทธ์ “เข้าเร็ว ออกเร็ว” พร้อมบริหารขนาดสถานะการลงทุนอย่างรอบคอบ

"ภาพรวมการลงทุนทองคำในช่วงปลายปีจึงต้องติดตามทั้งผลประชุมเฟด ทิศทางราคาน้ำมัน และค่าเงินบาทควบคู่กัน โดยนักลงทุนระยะยาวอาจมองการปรับฐานเป็นโอกาสทยอยสะสม ขณะที่นักลงทุนระยะสั้นควรรอความชัดเจนของทิศทางตลาดและบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด"