วันศุกร์ ที่ 9 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาโจทย์ใหญ่ธุรกิจไทย เร่งสร้าง New Growth Engine รับโลกเปลี่ยน

จิรายุส–ปิยะชาติ ชี้โจทย์ใหญ่ธุรกิจไทย ต้องเร่งเปลี่ยนเกมแข่งขันจากสงครามราคา สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ใช้เทคโนโลยี AI สร้าง New Growth Engine พร้อมยกระดับ Trust เป็นจุดขายประเทศ ดึงดูดเงินทุนและบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก แนะรัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ปิดช่องว่างระหว่างแผนกับการปฏิบัติจริง เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย

KEY POINTS

  • ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ (New Growth Engine) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์
  • เปลี่ยนจุดยืนจากการเป็นผู้ผลิต “ราคาถูกและคุณภาพดี” ไปสู่การเป็นคู่ค้าที่น่าเชื่อถือสูง (Trust) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากนานาชาติที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน
  • ต้องนำเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ AI มาปรับใช้ในทุกอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น 3D Printing ที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและโลจิสติกส์
  • เลือกสนามแข่งขันที่ไทยมีความได้เปรียบ โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิม เช่น การบริการ, การแพทย์และสุขภาพ (Wellness), อาหาร และทรัพยากรชีวภาพ เพื่อตอบสนองต่อเทรนด์โลกอย่างสังคมสูงวัย (Global Aging)
  • แก้ปัญหา “ช่องว่างด้านขีดความสามารถ” โดยมุ่งสร้างศักยภาพในการนำแผนและเทคโนโลยีไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง แทนที่จะเป็นเพียง “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยี และต้องสร้าง Mindset ที่พร้อมปรับตัวและทดลองสิ่งใหม่
  • เปลี่ยนจากการพึ่งพาตลาดในประเทศไปสู่ Global Market Mindset โดยสร้างแบรนด์และส่งมอบคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อเจาะตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง
  • ภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้อำนวยความสะดวกมาเป็นผู้สร้างโอกาส โดยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, ปรับนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนดิจิทัล (Digital FDI) และบุคลากรทักษะสูง (Talent) และจัดลำดับความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติให้ชัดเจน

เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และกติกาการค้าที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดจุดแข็งของประเทศ และพัฒนาขีดความสามารถใหม่ เพื่อคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง บริษัท แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the trap จัดโดย "กรุงเทพธุรกิจ" หัวข้อ ธุรกิจไทยบนโลกใบใหม่ The Next Chapter of Thai Business ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะ K-Shaped Economy หรือการฟื้นตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจโลกเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยอยู่ราว 3.7-3.8% แม้จะฟื้นตัวจากปีก่อนที่เติบโตเพียง 2.2%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากกลุ่ม New Economy ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสามารถเติบโตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่เศรษฐกิจดั้งเดิมหรือ Old Economy ยังคงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และการเติบโตที่ชะลอตัวลง โดยธุรกิจจำนวนมากของไทยยังอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจเดิม

ขณะที่กลุ่มเศรษฐกิจขาขึ้นได้รับแรงหนุนจากเทคโนโลยีใหม่ และธุรกิจแห่งอนาคต เช่น AI เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ โลกเสมือน บล็อกเชน และสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เน้นการผลิต และแข่งขันด้วยต้นทุน กำลังเผชิญกับความท้าทาย และข้อจำกัดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับการเลือกผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่น และลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศต่างๆ จะไม่ได้เลือกคู่ค้าจากราคาที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสร้างความมั่นคงในระยะยาว

โดยแนวโน้มดังกล่าวจะทำให้ประเทศต่างๆ กระจายความเสี่ยงด้วยการเพิ่มจำนวนคู่ค้า ขณะเดียวกันมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าหลักในเชิงลึก และมองหาโอกาสใหม่จากตลาดภายในประเทศหรือภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศหันมาใช้นโยบายปกป้องตลาดภายในมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย หากยังคงแข่งขันด้วยจุดขาย “ราคาถูก และคุณภาพดี” จะเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีน ดังนั้นไทยควรเปลี่ยนจุดยืนจากการแข่งขันด้านต้นทุนไปสู่การเป็นประเทศที่มีความน่าเชื่อถือสูง เพื่อให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของประเทศต่างๆ ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงด้านการค้า และการลงทุน

ทั้งนี้จุดแข็งของไทยมาจากความสามารถทำธุรกิจกับหลายฝ่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างมหาอำนาจ และมีจุดเด่นด้านการบริการ การต้อนรับ และความคุ้มค่าระหว่างราคา และคุณภาพ จึงสามารถใช้ “Trust” เป็นจุดขายของประเทศ โดยการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าวจำเป็นต้องมาพร้อมกับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส เสถียรภาพ และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมถึงการผลักดันให้อาเซียนมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น

ขณะเดียวกัน AI กำลังกลายเป็นการเปลี่ยนผ่านทางแพลตฟอร์มครั้งสำคัญ เทียบเท่ากับการเข้ามาของคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตในอดีต โดยในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ทุกอุตสาหกรรม และทุกอาชีพจะต้องนำ AI มาใช้ในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรที่สามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจะสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากร และบุคลากรน้อยลง

โดยเทคโนโลยีดังกล่าวยังจะขยายจาก AI บนหน้าจอไปสู่ Physical AI และ AI Agent ซึ่งสามารถทำงานอัตโนมัติได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสื่อสาร และทำธุรกรรมกับ AI อื่นได้ ขณะที่ 3D Printing จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบห่วงโซ่อุปทาน โดยในอนาคตชิ้นส่วนบางประเภทไม่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่สามารถส่ง Digital File และผลิตในพื้นที่ใกล้เคียงได้ทันที ช่วยลดระยะเวลา และต้นทุนด้านโลจิสติกส์

ทั้งนี้ ในอนาคตมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่กับผู้ถือครองทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจำเป็นต้องปรับตัวจากการพึ่งพารายได้จากแรงงานไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ และเทคโนโลยีที่สร้าง Capital Income ขณะที่ภาครัฐต้องเตรียมระบบภาษี และสวัสดิการให้รองรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงพิจารณาการจัดตั้ง Sovereign Wealth Fund เพื่อให้ประเทศสามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ และเทคโนโลยีระดับโลก

สำหรับไทยการแข่งขันด้านเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องมุ่งไปทุกระดับ เนื่องจากโครงสร้างประชากรของไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามมีประชากรอายุน้อยกว่า และมีศักยภาพในการผลิตบุคลากรด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก ไทยจึงควรเลือกสนามที่ตัวเองมีความได้เปรียบ แทนที่จะพยายามแข่งขันในทุกอุตสาหกรรม

โดยจุดแข็งที่ควรนำมาต่อยอด ได้แก่ การบริการ และการต้อนรับ สุขภาพ การแพทย์ Wellness อาหาร และทรัพยากรชีวภาพ โดยเฉพาะแนวโน้ม Global Aging ที่ประชากรทั่วโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้เกิดความต้องการบริการด้านสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยสามารถนำจุดแข็งด้าน Hospitality มาผสมผสานกับบริการทางการแพทย์ และ Wellness เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อจากทั่วโลก

นอกจากนี้ ไทยควรยกระดับจากการส่งออกวัตถุดิบไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยใช้ทรัพยากรชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ข้อมูล Genomics และ Microbiome มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ขณะที่ตลาดจีนยังเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากชนชั้นกลาง และกลุ่มผู้มีฐานะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทำให้เกิดความต้องการสินค้า และบริการที่มีคุณภาพ และมีเอกลักษณ์

ขณะที่ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วย Mass Production แต่สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างแบรนด์ และเอกลักษณ์ของสินค้าเป็นจุดขาย เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ของจีน

นอกจากนี้อีกปัจจัยสำคัญการรวมตัวของอาเซียน ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงการเคลื่อนย้ายคน สินค้า บริการ และระบบชำระเงินเข้าด้วยกันมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคจำนวนมหาศาล และเปลี่ยนจากการลงทุนแบบ Traditional FDI ไปสู่ Digital FDI มากขึ้น

ขณะที่ภาครัฐต้องปรับรูปแบบนโยบายดึงดูดการลงทุนจากมาตรฐานเดียวไปสู่ Customized Policy พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อแข่งขันดึงดูดเงินทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงใช้มาตรการดึงดูด Talent จากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับทักษะของแรงงานไทย

ขณะเดียวกัน รัฐควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากกว่าการใช้งบประมาณเพื่อการแจกจ่าย เนื่องจากเศรษฐกิจยุคใหม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การประมวลผล คลาวด์ และระบบดิจิทัลที่เพียงพอ หากไทยไม่สามารถลงทุนเองได้ทั้งหมด จำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดึง Digital FDI เข้ามาในประเทศ

นอกจากนี้ทักษะสำคัญที่ภาคเอกชนต้องการไม่ใช่เพียงความรู้ด้าน AI แต่ความสามารถในการนำ AI ไปใช้งานจริง หรือ Agency เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นผลิตภัณฑ์ และบริการที่สร้างมูลค่า ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และห่วงโซ่มูลค่าใหม่

อย่างไรก็ดี ทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามแข่งขันในทุกสนาม แต่เป็นการเลือกใช้จุดแข็งของประเทศให้ถูกที่ พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถ โดยมี “Trust” เป็นฐานสร้างความเชื่อมั่น และ “Tech” เป็นเครื่องมือสร้างผลิตภาพ และ New S-Curve เพื่อให้ไทยสามารถดึงดูดเงินทุน Talent และโอกาสทางเศรษฐกิจจากโลกยุคใหม่ได้มากขึ้น

ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สมการธุรกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจากกรอบ 3P ได้แก่ Profit, People และ Planet ไปสู่ 4P โดยมี Peace หรือสันติภาพเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และความไม่ไว้วางใจระหว่างประเทศ กลายเป็นปัจจัยที่สามารถกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เงินลงทุน และการดำเนินธุรกิจได้โดยตรง
โดยในอดีตภาคธุรกิจสามารถมุ่งเน้นการค้าระหว่างประเทศ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่บริบทปัจจุบันเปลี่ยนไป เพราะแม้องค์กรจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หากเดินไปผิดทิศทางก็ไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง Mindset ที่สามารถเข้าใจบริบทใหม่ และปรับตัวได้รวดเร็ว

ทั้งนี้หนึ่งในกับดักสำคัญของไทยคือ ช่องว่างด้านขีดความสามารถ โดยประเทศไทยมีความสามารถในการเขียนแผนจำนวนมาก แต่ยังขาดศักยภาพในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริง แม้หลายองค์กรจะพยายามสร้าง New Growth Engine มานาน 3-4 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากขาดบุคลากร เทคโนโลยี และระบบภายในที่เอื้อต่อการทดลอง และสร้างสิ่งใหม่

ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีทำให้ความรู้ และความเชี่ยวชาญที่เคยเป็นข้อได้เปรียบขององค์กรสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใคร “รู้มากกว่า” แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างขีดความสามารถในการนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ให้เกิดมูลค่าได้จริง หากธุรกิจไม่สามารถสร้างความแตกต่าง และคุณค่าของตัวเองได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่กับดักของการทำสิ่งที่เหมือนกันมากขึ้น

โดยประเด็นดังกล่าวยังสะท้อนผ่านพฤติกรรมของประเทศไทยที่มักเลือกเป็น “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยี เนื่องจากมองว่าเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับทำให้ประเทศไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น กรณี Data Center หากไทยทำหน้าที่เพียงจัดหาพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และกฎหมายรองรับ แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในเทคโนโลยีหรือบริการที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าหลัก ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับก็จะมีข้อจำกัด

ดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องสร้างขีดความสามารถในการคว้าโอกาสใหม่ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง และไม่ควรยึดติดกับธุรกิจเดิมเพียงอย่างเดียว โดยต้องสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ขึ้นมาควบคู่กัน และเปิดรับความเปลี่ยนแปลงของตลาด

ยกตัวอย่างกรณีของ Kodak และ Fujifilm ถือเป็นบทเรียนสำคัญ โดยทั้งสองบริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ Fujifilm สามารถนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีฟิล์มไปต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่น ขณะที่ Kodak ยังคงมุ่งเน้นการเป็นผู้นำในตลาดกล้องดิจิทัล แต่ไม่สามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปใช้โทรศัพท์มือถือในการถ่ายภาพ

สำหรับประเทศไทย การแข่งขันในอนาคตไม่ควรเน้นการแข่งด้วยปริมาณหรือ Economy of Scale กับประเทศขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจีน แต่ต้องหันมาสร้างมูลค่าจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น คุณภาพ การบริการ ประสบการณ์ และความผูกพันของแบรนด์ เปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าไปสู่การส่งออกคุณค่าในฐานะแบรนด์ โดยเฉพาะในธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การแพทย์ และสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศไปสู่ Global Market Mindset เพราะตลาดไทยที่มีประชากรราว 60-70 ล้านคน แม้ไม่ถือว่าเล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตในระยะยาว ภาคธุรกิจจึงต้องเริ่มต้นจากคำถามว่า “โลกต้องการอะไร” และไทยสามารถนำจุดแข็งที่มีอยู่ไปสร้างคุณค่าให้กับตลาดโลกได้อย่างไร

อย่างไรก็ตามในระดับประเทศ สิ่งที่ไทยขาดไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญ เพราะปัจจุบันมีแนวทางที่ถูกต้องอยู่จำนวนมาก แต่ภายใต้ทรัพยากร และงบประมาณที่จำกัด จำเป็นต้องเลือกให้ได้ว่า จาก 100 เรื่องที่ดี อะไรคือ Top 3 ที่ต้องลงมือทำจริง โดยการลงทุนควรอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน หรือ PPP และจับคู่ทรัพยากรที่มีอยู่กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพอย่างเหมาะสม

ขณะที่บทบาทของภาครัฐภาคจากผู้คอยอำนวยความสะดวก มาเป็นผู้สร้างโอกาสให้ธุรกิจสามารถลงทุน และเติบโตได้จริง พร้อมสนับสนุน SMEs เพื่อสร้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันควรกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากกรุงเทพฯ โดยนำจุดแข็ง และทรัพยากรของแต่ละพื้นที่มาพัฒนาให้เกิดมูลค่า และทำให้ผลประโยชน์กลับไปสู่คนในชุมชนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ โลกยุคใหม่ไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำเหมือนในอดีต ดังนั้นโจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่การพยายามคาดเดาว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ต้องสร้างความพร้อมว่าไม่ว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด ประเทศ และภาคธุรกิจจะสามารถคว้าโอกาสได้ทันหรือไม่ โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคน การศึกษา เทคโนโลยี เงินทุน และระบบองค์กร เพื่อเปลี่ยนต้นทุนเดิมของไทยให้กลายเป็นขีดความสามารถ และมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว