“ปิยะชาติ” ชี้ไทยต้องเร่งปลดล็อกกับดักการเป็นเพียง “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยี สู่การสร้างมูลค่าและขีดความสามารถของตัวเอง พร้อมปรับธุรกิจจากการแข่งขันด้วยปริมาณ สู่คุณภาพ บริการ และแบรนด์ ขยายมุมมองจากตลาดในประเทศสู่ตลาดโลก เพื่อเปลี่ยนศักยภาพเดิมให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว
KEY POINTS
- ปิยะชาติ อิศรภักดี ชี้ว่าประเทศไทยต้องเลิกพฤติกรรมการเป็น “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยี ซึ่งแม้จะมีความเสี่ยงต่ำในระยะสั้น แต่ในระยะยาวทำให้ประเทศไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่มและได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างจำกัด
- หนึ่งในกับดักสำคัญของไทยคือช่องว่างด้านขีดความสามารถ (Capacity) ที่เก่งในการวางแผนแต่ขาดศักยภาพในการนำไปปฏิบัติจริง เนื่องจากขาดบุคลากร เทคโนโลยี และระบบที่เอื้อต่อการสร้างสิ่งใหม่
- ธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณ (Economy of Scale) ไปสู่การสร้างมูลค่าจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น คุณภาพ บริการ และแบรนด์ เพื่อแข่งขันในตลาดโลก
- ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับมุมมองจากการพึ่งพาตลาดในประเทศไปสู่ Global Market Mindset เนื่องจากตลาดไทยไม่ใหญ่พอที่จะรองรับการเติบโตระยะยาว และควรถามว่า “โลกต้องการอะไร” เพื่อนำจุดแข็งของไทยไปสร้างคุณค่า
- หัวใจสำคัญคือการสร้างความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสในอนาคตที่ไม่แน่นอน โดยต้องพัฒนาคน การศึกษา เทคโนโลยี และระบบองค์กร เพื่อเปลี่ยนต้นทุนเดิมให้เป็นขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ
โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ความสำเร็จไม่ได้วัดกันเพียงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ทันต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญกับโจทย์สำคัญทั้งการเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีมากกว่าผู้สร้างมูลค่า ช่องว่างด้านศักยภาพในการลงมือทำ และข้อจำกัดของตลาดในประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งยกระดับจากการขายสินค้าไปสู่การสร้างแบรนด์และคุณค่าที่แข่งขันได้ในตลาดโลก
ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the Trap จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ในหัวข้อ “ธุรกิจไทยบนโลกใบใหม่ The Next Chapter of Thai Business” ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ว่า สมการธุรกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจากกรอบ 3P ได้แก่ Profit, People และ Planet ไปสู่ 4P โดยมี Peace หรือสันติภาพเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และความไม่ไว้วางใจระหว่างประเทศ กลายเป็นปัจจัยที่สามารถกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เงินลงทุน และการดำเนินธุรกิจได้โดยตรง
โดยในอดีตภาคธุรกิจสามารถมุ่งเน้นการค้าระหว่างประเทศและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่บริบทปัจจุบันเปลี่ยนไป เพราะแม้องค์กรจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หากเดินไปผิดทิศทางก็ไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง Mindset ที่สามารถเข้าใจบริบทใหม่และปรับตัวได้รวดเร็ว
ทั้งนี้หนึ่งในกับดักสำคัญของไทยคือช่องว่างด้านขีดความสามารถ โดยประเทศไทยมีความสามารถในการเขียนแผนจำนวนมาก แต่ยังขาดศักยภาพในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริง แม้หลายองค์กรจะพยายามสร้าง New Growth Engine มานาน 3-4 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากขาดบุคลากร เทคโนโลยี และระบบภายในที่เอื้อต่อการทดลองและสร้างสิ่งใหม่
ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีทำให้ความรู้และความเชี่ยวชาญที่เคยเป็นข้อได้เปรียบขององค์กรสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใคร “รู้มากกว่า” แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างขีดความสามารถในการนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ให้เกิดมูลค่าได้จริง หากธุรกิจไม่สามารถสร้างความแตกต่างและคุณค่าของตัวเองได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่กับดักของการทำสิ่งที่เหมือนกันมากขึ้น
โดยประเด็นดังกล่าวยังสะท้อนผ่านพฤติกรรมของประเทศไทยที่มักเลือกเป็น “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยี เนื่องจากมองว่าเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับทำให้ประเทศไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น กรณี Data Center หากไทยทำหน้าที่เพียงจัดหาพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และกฎหมายรองรับ แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในเทคโนโลยีหรือบริการที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าหลัก ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับก็จะมีข้อจำกัด
ดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องสร้างขีดความสามารถในการคว้าโอกาสใหม่ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง และไม่ควรยึดติดกับธุรกิจเดิมเพียงอย่างเดียว โดยต้องสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ขึ้นมาควบคู่กัน และเปิดรับความเปลี่ยนแปลงของตลาด
ยกตัวอย่างกรณีของ Kodak และ Fujifilm ถือเป็นบทเรียนสำคัญ โดยทั้งสองบริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ Fujifilm สามารถนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีฟิล์มไปต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่น ขณะที่ Kodak ยังคงมุ่งเน้นการเป็นผู้นำในตลาดกล้องดิจิทัล แต่ไม่สามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปใช้โทรศัพท์มือถือในการถ่ายภาพ
สำหรับประเทศไทย การแข่งขันในอนาคตไม่ควรเน้นการแข่งด้วยปริมาณหรือ Economy of Scale กับประเทศขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจีน แต่ต้องหันมาสร้างมูลค่าจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น คุณภาพ การบริการ ประสบการณ์ และความผูกพันของแบรนด์ เปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าไปสู่การส่งออกคุณค่าในฐานะแบรนด์ โดยเฉพาะในธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
นอกจากนี้ ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศไปสู่ Global Market Mindset เพราะตลาดไทยที่มีประชากรราว 60-70 ล้านคน แม้ไม่ถือว่าเล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตในระยะยาว ภาคธุรกิจจึงต้องเริ่มต้นจากคำถามว่า “โลกต้องการอะไร” และไทยสามารถนำจุดแข็งที่มีอยู่ไปสร้างคุณค่าให้กับตลาดโลกได้อย่างไร
อย่างไรก็ตามในระดับประเทศ สิ่งที่ไทยขาดไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญ เพราะปัจจุบันมีแนวทางที่ถูกต้องอยู่จำนวนมาก แต่ภายใต้ทรัพยากรและงบประมาณที่จำกัด จำเป็นต้องเลือกให้ได้ว่า จาก 100 เรื่องที่ดี อะไรคือ Top 3 ที่ต้องลงมือทำจริง โดยการลงทุนควรอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP และจับคู่ทรัพยากรที่มีอยู่กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพอย่างเหมาะสม
ขณะที่บทบาทของภาครัฐภาคจากผู้คอยอำนวยความสะดวก มาเป็นผู้สร้างโอกาสให้ธุรกิจสามารถลงทุนและเติบโตได้จริง พร้อมสนับสนุน SMEs เพื่อสร้างงานและลดความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันควรกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากกรุงเทพฯ โดยนำจุดแข็งและทรัพยากรของแต่ละพื้นที่มาพัฒนาให้เกิดมูลค่า และทำให้ผลประโยชน์กลับไปสู่คนในชุมชนอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ โลกยุคใหม่ไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำเหมือนในอดีต ดังนั้นโจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่การพยายามคาดเดาว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ต้องสร้างความพร้อมว่าไม่ว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด ประเทศและภาคธุรกิจจะสามารถคว้าโอกาสได้ทันหรือไม่ โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคน การศึกษา เทคโนโลยี เงินทุน และระบบองค์กร เพื่อเปลี่ยนต้นทุนเดิมของไทยให้กลายเป็นขีดความสามารถและมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว





