วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

จับจังหวะลงทุน ‘ทองคำ’ ปลายปี69 เสี่ยงพักฐานสั้น ระยาวลุ้นเป้าใหม่ 4,500ดอลลาร์

ราคาทองคำ เสี่ยงพักฐานระยะสั้นจากแรงกดดัน เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่แนวโน้มระยะยาวเป็นขาขึ้น จากธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ กูรูมองมีโอกาสปรับขึ้นสู่เป้าหมายใหม่ที่ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี

KEY POINTS

  • ราคาทองคำมีความเสี่ยงพักฐานในระยะสั้นจากแรงกดดันที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง
  • ทิศทางราคาทองคำขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเฟด โดยหากชะลอการขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นผลบวก แต่หากเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อจะกดดันให้ราคาปรับฐานลึกลง
  • แม้ระยะสั้นมีความผันผวน แต่มองแนวโน้มระยะยาวยังเป็นขาขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
  • ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่เป้าหมายใหม่ที่ระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี

การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ล่าสุด เมื่อ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ปิดฉากลงตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้ากว่า 90% ด้วยมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไร Sell on Fact ในช่วงแรก ขณะที่การส่งสัญญาณผ่าน Dot Plot และถ้อยแถลงของเฟด ยังคงส่งโทนเข้มงวด (Hawkish) จากความกังวลเรื่องราคาพลังงานดิบที่พุ่งสูงขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองคำล่าสุด ณ 22 ก.ย. 2569 ย่อตัวลงทรงตัวในกรอบ 4,320-4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศปรับย่อลงมาเคลื่อนไหวบริเวณขายออก 68,350 บาท ท่ามกลางนักลงทุนเริ่มประเมินทิศทางถัดไปของการประชุมเฟดรอบใหม่ช่วงเดือนต.ค.-พ.ย. นี้

จับจังหวะลงทุน ‘ทองคำ’ ปลายปี69 เสี่ยงพักฐานสั้น ระยาวลุ้นเป้าใหม่ 4,500ดอลลาร์

“กรุงเทพธุรกิจ” เจาะลึกมุมมองและฉากทัศน์การลงทุนจาก “2 กูรูชั้นนำวงการทองคำ” 

“พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ประเมินทิศทางถัดไปการประชุมเฟดในรอบปลายปี สามารถแบ่งออกเป็น 2 ฉากทัศน์สำคัญ

กรณีแรก เฟดเริ่มชะลอขึ้นดอกเบี้ย ลดโทน Hawkish หากตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัวลง หรือเฟดส่งสัญญาณรับรู้ถึงความเสี่ยงด้านการเติบโตเศรษฐกิจ ทำให้ดอลลาร์ชะลอการแข็งค่า เกิดแรงซื้อ Buy on Fact กลับเข้ามาในตลาดทองคำ ซึ่งมองกรอบราคาทองโลกมีแนวรับแรกที่ 4,318-4,343 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับหลักบริเวณ 4,200-4,240 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านทองคำแท่งไทยคาดทดสอบแนวต้านโซน 68,500-69,450 บาท หรือสูงสุดถึง 70,100 บาท หากราคาทองโลกทะลุ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กรณีที่สอง เฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อตาม Dot Plot มีปัจจัยกดดันเฟดให้ความสำคัญเงินเฟ้อที่ยังค้างสูงจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางและสถานการณ์ฮูตี และราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) และเงินดอลลาร์เร่งตัวขึ้น ซึ่งมองกรอบราคาทองโลก หากปรับตัวหลุดแนวรับชี้ขาดบริเวณ 4,234 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคามีโอกาสพักฐานลึกลงไปทดสอบแนวรับสำคัญถัดไปที่ 4,000-4,140 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาทองคำแท่งไทย มีโอกาสย่อตัวลงไปหาโซนแนวรับ 63,000-65,200 บาท จุดชี้ขาดจุดแรกอยู่ที่บริเวณ 66,750 บาท

“นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท MTS Gold หรือ แม่ทองสุกมองหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยรอบล่าสุด และส่งสัญญาณ Hawkish กดดัน “ทองพักฐาน” ประเมินกรอบ Gold Spot หากหลุดแนวรับแรก 4,250- 4,300 มีโอกาสลงไปทดสอบโซนแนวรับถัดไปที่ 4,200 และ 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองคำแท่งไทยคาดจะย่อตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญ 66,000-67,000 บาท 

แม้อัตราดอกเบี้ยจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันอยู่บ้าง แต่ราคาทองคำได้รับการสนับสนุนจากภาวะการลดการพึ่งพาดอลลาร์ และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ประกอบกับ ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการซื้อทองคำสะสม โดยมีโปแลนด์เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ และจีนเป็นผู้ซื้ออันดับ 2 ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการ

พร้อมกันนี้ ประเมินว่าอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือนถัดไป เพื่อประเมินสถานการณ์ แล้วค่อยไปพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. เนื่องจากผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันจะเริ่มส่งผลชัดเจนช่วงนั้น โดยคาดแนวโน้มทองคำมีโอกาสทะลุระดับ 4,500 ภายในปีนี้ และอาจพุ่งสูงถึง 5,500 ในปีหน้า 

สำหรับกลยุทธ์ลงทุนแนะนำว่า “เก็งกำไรระยะสั้น” ควรชะลอเข้าซื้อเพื่อรอความชัดเจน และ “ลงทุนระยะยาว” แม้ปัจจัยดอกเบี้ยเฟดกดดันทองคำระยะสั้น แต่ภาพรวมระยะยาวยังเป็นเทรนด์ขาขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อพลังงาน จึงแนะนำให้ทยอยสะสม (DCA) เมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 4,150-4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ 66,000 บาท