ค่าเงินบาทวันนี้ 14 ก.ย.69 เปิดตลาด “อ่อนค่า“ ที่ระดับ 33.09 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้ยังเผชิญหลายปัจจัยกดดัน มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.00-33.20 บาทต่อดอลลาร์
KEY POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 33.09 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น และแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะขึ้นดอกเบี้ย
- ตลาดจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินในสัปดาห์นี้
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.09 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.05 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.75-33.50 บาทต่อดอลลาร์ และกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.20 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวน (แกว่งตัวในกรอบ 32.97-33.14 บาทต่อดอลลาร์) โดยเฉพาะในช่วงตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่แม้จะทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย
ทว่า การตอบสนองของผู้เล่นในตลาดกลับเป็นลักษณะ “Sell on Fact” ทำให้เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ก่อนที่เงินบาทจะทยอยอ่อนค่าลงเหนือโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น หนุนให้ราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ล่าสุด ที่ยังไม่ได้ชะลอลงมากนัก ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุม FED และ BOJ
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้มีกำลังมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following นั้น เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทั้งในกรอบ Time Frame รายวันและรายสัปดาห์ ทว่าในระยะสั้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้นและหนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงต่อเนื่อง จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทด้านอ่อนค่า
นอกจากนี้ เงินบาทยังเสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูง หลังตลาดรับรู้ผลการประชุม FED และ BOJ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED และเราขอย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
โดยหาก FED ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ Dot Plot ใหม่ ไม่ได้สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของ FED มากเท่าที่ตลาดคาดหวังอยู่ อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ พร้อมหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่หาก Dot Plot ใหม่ สะท้อนถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ (รวม 3 ครั้ง ทั้งปี) และโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง ในปีหน้า อาจหนุนให้เงินดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นพอควร กดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เงินบาทยังคงมีโซนแนวรับช่วง 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์)
อนึ่ง เงินบาทอาจผันผวนหรือเคลื่อนไหวผิดจากคาดได้พอควร ขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ต้องรอลุ้น ผลการประชุม BOJ ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้สอดคล้องกับมุมมองของตลาดหรือไม่
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์จะขึ้นกับ Dot Plot ใหม่ของ FED ว่าจะสะท้อนแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตกี่ครั้ง แต่หาก FED คงดอกเบี้ย “เซอร์ไพรส์” ตลาด อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ได้พอควร พร้อมกันนั้น ควรจับตาเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่จะผันผวนตามผลการประชุม BOJ รวมถึง สถานการณ์ในตะวันออกกลาง
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่เราได้ปรับมุมมองใหม่ หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า FED อาจมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 5 เสียง “ขึ้นดอกเบี้ย” +25bps สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามที่ตลาดกำลังคาดหวังอยู่ และเราประเมินว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ อีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในช่วง Press Conference รวมถึง คาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ย FED หรือ Dot Plot ใหม่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED และส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 100% ที่ FED จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ (เดือนกันยายน และธันวาคม) และประเมินว่า FED มีโอกาสราว 57% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ 2027 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ได้ทวีความร้อนแรงขึ้น ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 14 กันยายน ของตลาดการเงินเอเชีย
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ข้อมูลตลาดแรงงาน และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนสิงหาคม ที่จะส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOE มีโอกาสราว 78% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
▪ ฝั่งเอเชีย – ประเด็นสำคัญ คือ ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดย เรามองว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 1.25% หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจาก AI Boom ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มสอดคล้องกับเป้าหมาย 2% ของ BOJ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา การส่งสัญญาณต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตของ BOJ หลัง ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง ช่วงปลายปี และยังมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปี 2027 ส่วนทาง ธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.00% แต่โอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมยังคงอยู่ หลังเศรษฐกิจได้แรงส่งจาก AI Boom ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของจีน เพื่อประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน
▪ ฝั่งไทย – แม้จะไม่มีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของไทย ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึง ผลการประชุมธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED และ BOJ ที่จะกระทบต่อเงินบาทได้




