วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

ผ่าเทรนด์ ‘ประกันชีวิต’ ครึ่งหลัง ‘โค-เพย์เมนต์’ เบรกเงินเฟ้อการแพทย์

ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนพุ่ง และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กดดันกำลังซื้อ แต่ “ธุรกิจประกันชีวิตไทย” ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังคงฉายแววเติบโตตามเป้า 2.50-3.50% ด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวมเฉียด “7 แสนล้านบาท”

โดยมีแรงหนุนสำคัญจาก สังคมสูงวัย ความตื่นตัวด้านสุขภาพ และปรากฏการณ์สำคัญอย่าง มาตรการ Copayment ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค สกัดอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ได้อย่างเห็นผล และอาจเป็นคำตอบในการชะลอการปรับขึ้นเบี้ยประกันในระยะยาว

ผ่าเทรนด์ ‘ประกันชีวิต’ ครึ่งหลัง ‘โค-เพย์เมนต์’ เบรกเงินเฟ้อการแพทย์

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายก สมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า สมาคมประกันชีวิตไทย ประเมินภาพรวม “ธุรกิจประกันชีวิต” ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตตามเป้าหมายที่ 2.50-3.50% เบี้ยประกันรับรวม 693,000-700,000 ล้านบาท แม้ “เศรษฐกิจไทย” และ “เศรษฐกิจโลก” ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

รวมถึงกระแสการใส่ใจสุขภาพของประชาชน การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและค่ารักษาพยาบาล ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจประกันชีวิตยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ

จากช่วงเดือนม.ค.-มิ.ย. 2569 ธุรกิจประกันชีวิตมี “เบี้ยประกันภัยรับรวม” จำนวน 341,522.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.57% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ประกอบด้วยเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ จำนวน 93,739.94 ล้านบาท ลดลง 1.22% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป จำนวน 247,782.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.94% โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 84%

โดยสมาคมประกันชีวิตไทย ประเมินช่วงครึ่งปีหลังว่า ธุรกิจประกันชีวิตยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความตื่นตัวด้านสุขภาพของประชาชน การเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาล การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เอาประกันภัย ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและสำนักงาน คปภ. ที่เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าถึงการประกันชีวิตของประชาชน

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มจะสดใส แต่ภาคธุรกิจยังต้องเดินหน้าบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างระมัดระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อที่เปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจทำประกันชีวิตของประชาชน

ขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย การปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นประเด็นท้าทายสำคัญที่ภาคธุรกิจและพันธมิตรต้องปรับตัวเชิงรุก นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพของระบบประกันชีวิตไทยในระยะยาว

“ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับผลิตภัณฑ์และการบริการ เพื่อยืนหยัดเคียงข้างและสร้างหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงให้แก่คนไทยในทุกช่วงชีวิต”

พร้อมกันนี้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม คือ ผลจากการเริ่มใช้มาตรการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล หรือ Copayment ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ปีที่ผ่านมา มีเป้าหมายหลัก เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้บริโภคในการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลกรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย

สมาคมฯ ระบุว่า จากการเก็บข้อมูลย้อนหลังก่อนมีมาตรการนี้ พบสถิติที่น่าสนใจว่า มีผู้ถือกรมธรรม์สุขภาพเพียงประมาณ 4% กว่า ๆ ที่มีพฤติกรรมการเคลมในลักษณะเจ็บป่วยเล็กน้อยแต่ต้องนอนโรงพยาบาล (Simple Diseases) ทว่ายอดเคลมจากคนกลุ่มนี้กลับสูงถึง 25% ของมูลค่าการเคลมทั้งหมด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญทำให้บริษัทประกันต้องปรับขึ้นเบี้ยประกันในอดีต

อย่างไรก็ตาม นางนุสรา กล่าวว่า หลังจากเริ่มใช้มาตรการ Copayment มาได้ระยะหนึ่ง และเริ่มมีกรมธรรม์ครบรอบปีที่ต้องประเมินผลในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย.ที่ผ่านมา (3 เดือน) ข้อมูลเบื้องต้นจากหลายบริษัทประกัน ยังพบว่ามีผู้ที่เข้าข่ายต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลจริง “น้อยมาก” โดยอยู่ที่ระดับต่ำไม่ถึง 1% เท่านั้น

จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวที่มีเปลี่ยนแปลงนี้ สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยจะมีการปรึกษาแพทย์ก่อนว่าอาการเจ็บป่วยนั้น “จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่”หากเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ไข้หวัดใหญ่ที่อาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยมักเลือกที่จะกลับไปพักฟื้นที่บ้านแทนเพื่อหลีกเลี่ยงภาระค่าใช้จ่าย Copayment ในปีต่ออายุ

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจสุขภาพ โดยพบว่า อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ในปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 10.8% แม้จะยังสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป (General Inflation) แต่ก็นับว่าต่ำกว่าการคาดการณ์ของสถาบันวิจัยระดับโลก อย่าง Willis Towers Watson และ AON ที่เคยประเมินไว้ว่าอาจพุ่งสูงถึง 15%

“เราเชื่อมั่นว่า หากแนวโน้มการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์เป็นไปอย่างสมเหตุสมผลเช่นนี้ จะช่วยชะลอการปรับขึ้นเบี้ยประกันในระยะยาว และส่งผลดีต่อทั้งอุตสาหกรรมและประชาชนผู้บริโภคให้สามารถเข้าถึงความคุ้มครองสุขภาพได้อย่างยั่งยืน”