วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 3 ส.ค.69 ‘แข็งค่า’ รับข่าวเจรจาหยุดยิง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.33 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.39 บาทต่อดอลลาร์  มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.70 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.45 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซนแนวรับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 33.31-33.53 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน เตรียมกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรง พร้อมหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น เหนือโซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นมาก ตามการร่วมมือเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ SpaceX และหุ้นธีม AI/Semiconductor

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) ได้กลับมามีกำลังมากขึ้น และในช่วงระยะสั้น เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้มการแข็งค่าขึ้น หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways 

นอกจากนี้ เงินบาทอาจได้อานิสงส์บ้าง หลังเริ่มมีกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมกลับมาเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรงในช่วงเช้า วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม ของตลาดการเงินฝั่งเอเชีย 

อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED 

เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์นี้ ต้องระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึง ระวังความผันผวนจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยในเบื้องต้น หากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ไม่ได้ออกมาดีกว่าคาด อีกทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยอาจมีโซนแนวต้านแถว 33.70 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.80-34.00 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง แต่ใน Time Frame รายวัน เงินบาทได้เข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าจะพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซน 33.60 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk โดยอาจอ่อนค่าลงบ้าง บ้าง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง ทว่า หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด หรือตลาดปิดรับความเสี่ยงชัดเจน อาจหนุนเงินดอลลาร์ได้

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

  • ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) อัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตส่าหกรรมการผลิตและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกรกฎาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ล่าสุดทางประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ จะออกมาระบุว่า การเจรจาหยุดยิงจะกลับมาอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ทว่า ทางการอิหร่านยังไม่ได้มีท่าทีตอบรับที่ชัดเจน แต่อย่างใด แต่กระแสข่าวดังกล่าวได้ ทำให้ ราคาพลังงาน อย่าง ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงแรง ในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ เนื่องจากจะมีการรายงานผลประกอบการจากหุ้นใหญ่ อย่าง SpaceX และหุ้นธีม AI/Semiconductor เช่น AMD และ Sandisk เป็นต้น
  • ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนมิถุนายน ของยูโรโซน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดคงมองว่า ECB มีโอกาสราว 69% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ 
  • ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น ในเดือนมิถุนายน เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พร้อมทั้งรอติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด หลังเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ตามการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ในสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 25% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (RatingDog Manufacturing & Services PMIs) เดือนกรกฎาคม ยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกรกฎาคม ด้วยเช่นกัน เพื่อประเมินพัฒนาการและแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% หลังอัตราเงินเฟ้อได้ชะลอลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2%-6% ของ RBI ทำให้ RBI รอประเมินผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ก่อนปรับนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้ 
  • ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนกรกฎาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกรกฎาคม เช่นกัน โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยอาจสูงขึ้นสู่ระดับ 2.60% ตามผลของฐานต่ำในปีก่อนหน้า หลังโมเมนตัมรายเดือนติดลบราว -0.1%m/m  ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงานโดยเฉลี่ย ทว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจสูงขึ้นสู่ระดับ 1.41% ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ