วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

สมาคมประกันชีวิตไทยครึ่งปีหลังเทรนด์สุขภาพ -สังคมสูงวัย ดันเบี้ยเข้าเป้าโต 2.5–3.5%

สมาคมประกันชีวิตไทย ชี้ธุรกิจครึ่งหลังปี 2569 ยังเติบโตตามเป้าหมาย 2.5-3% เบี้ยรัเทบรวมแตะ 7 แสนล้านบาท เทรนด์ดูแลสุขภาพ–สังคมสูงวัย หนุนความต้องการประกันชีวิต แม้เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง

KEY POINTS

  • สมาคมประกันชีวิตไทยคาดการณ์ธุรกิจประกันชีวิตครึ่งปีหลัง 2569 จะเติบโตตามเป้าหมายที่ 2.5-3.5%
  • ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการที่ประชาชนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การเข้าสู่สังคมสูงวัย และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น
  • เทรนด์ดังกล่าวส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนสุขภาพและการเกษียณ เช่น สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ และประกันชีวิตแบบบำนาญ ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างโดดเด่น

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า สมาคมประกันชีวิตไทย ประเมินภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตตามเป้าหมายที่  2.50–3.50% เบี้ยประกันรับรวม 693,000-700,000 ล้านบาท  แม้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

รวมถึงกระแสการใส่ใจสุขภาพของประชาชน การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และค่ารักษาพยาบาล ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจประกันชีวิตยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ

สมาคมประกันชีวิตไทยครึ่งปีหลังเทรนด์สุขภาพ -สังคมสูงวัย ดันเบี้ยเข้าเป้าโต 2.5–3.5%

ปัจจัยหนุนธุรกิจครึ่งปีหลัง

สมาคมประกันชีวิตไทย ประเมินว่า ธุรกิจประกันชีวิตยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความตื่นตัวด้านสุขภาพของประชาชน การเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาล การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เอาประกันภัย ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและสำนักงาน คปภ. ที่เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าถึงการประกันชีวิตของประชาชน

ความท้าทายและปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังต้องติดตามและบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อที่เปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจทำประกันชีวิตของประชาชน 

ขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย การปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นประเด็นท้าทายสำคัญที่ภาคธุรกิจและพันธมิตรต้องปรับตัวเชิงรุก นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพของระบบประกันชีวิตไทยในระยะยาว

"ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับผลิตภัณฑ์และการบริการ เพื่อยืนหยัดเคียงข้างและสร้างหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงให้แก่คนไทยในทุกช่วงชีวิต"

จากช่วงเดือนมกราคม –มิถุนายน 2569 

ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) จำนวน341,522.85 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 4.57%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วยเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 93,739.94 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง 1.22% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) จำนวน 247,782.91 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น  6.94% โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 84%

เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ แบ่งเป็น

เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (First YearPremium) จำนวน 68,011.56 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 8.10% และเบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว (Single Premium) จำนวน 25,728.38 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง 19.54%

เมื่อพิจารณาตามช่องทางการจำหน่าย พบว่าช่องทางตัวแทนประกันชีวิต (Agency) ยังคงเป็นช่องทางหลักของธุรกิจ ขณะที่ช่องทางธนาคาร (Bancassurance) นายหน้าประกันชีวิต (Broker) ช่องทางดิจิทัล (Digital) การขายผ่านโทรศัพท์ (Telemarketing) และช่องทางอื่น ๆ ต่างมีการเติบโตตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

มีรายละเอียด ดังนี้

• ตัวแทนประกันชีวิต (Agency) เบี้ยประกันภัยรับรวม 164,701.17 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.75 เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 48.23

• ธนาคาร (Bancassurance) เบี้ยประกันภัยรับรวม 140,093.34 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 9.47 เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ41.02

• นายหน้าประกันชีวิต (Broker) เบี้ยประกันภัยรับรวม 20,342.48 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 7.14 เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ5.96

• โทรศัพท์ (Telemarketing) เบี้ยประกันภัยรับรวม 6,798.83 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.43 เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.99

• ดิจิทัล (Digital) เบี้ยประกันภัยรับรวม 1,331.80 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 77.53
เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.39

• ช่องทางอื่น ๆ (Others) เบี้ยประกันภัยรับรวม 8,252.63 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 8.30 เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.42

นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยประชาชนไม่ได้เลือกซื้อประกันชีวิตเพียงเพื่อความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่เริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินและการบริหารความเสี่ยงในระยะยาวมากขึ้น 

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ซึ่งมีเบี้ยประกันภัยรับ 63,643.08 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.96 สอดคล้องกับกระแสการดูแลสุขภาพของประชาชน ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายครอบครัวให้ความสำคัญกับการวางแผนรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพล่วงหน้า 

ขณะเดียวกัน ประกันชีวิตแบบบำนาญ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 6,720.12 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.67 จากการเตรียมความพร้อมด้านรายได้หลังเกษียณของประชาชนในสังคมสูงวัย 

ส่วน ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 27,477.26 ล้านบาทมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 41.55 สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาโอกาสเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนควบคู่กับความคุ้มครองชีวิต ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล