แม้ “ตลาดหุ้นไทย” จะปรับตัวขึ้นกว่า 30% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จนเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่สร้าง “ผลตอบแทนโดดเด่นของโลก” สะท้อนจากแรงหนุนของ “เงินทุนต่างชาติ ปัจจัยการเมือง และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.)” ทั้งนี้ เหล่า “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน” (บลจ.) มองว่า แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มกังวล ว่า Valuation ของหุ้นไทย “ตึงตัว” และ “อัปไซต์” (Upside) เริ่มจำกัด นอกจากนี้ยังต้องติดตามทั้งปัจจัยหนุนและความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อทิศทางตลาด รวมถึงการปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป
“วิน พรหมแพทย์”, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปี 2569 “ตลาดหุ้นไทย” ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ “ผลตอบแทนโดดเด่นระดับโลก” หลังดัชนีปรับตัวขึ้นเหนือ 1,600 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากเสถียรภาพทางการเมือง กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาด และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ “กลุ่มธนาคาร” (แบงก์)
สะท้อนภาพของ “เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ” ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยมาจากการโยกย้ายเงินลงทุนออกจากอินโดนีเซีย และการหมุนเงินจากตลาดพัฒนาแล้วเข้าสู่ “ตลาดเกิดใหม่” ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น จากกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง ระดับ Valuation ที่ยังไม่แพงในช่วงก่อนหน้า และอัตราเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม หลังจากตลาดปรับตัวขึ้นแรง แนะนำให้นักลงทุนเริ่มบริหารความเสี่ยงด้วยการทยอยขายทำกำไร โดยเฉพาะผู้ที่ลงทุนผ่านกองทุนหุ้นไทย ซึ่งหลายกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ราว 30%
นอกจากนี้ ในช่วงที่เหลือของปีตลาดหุ้นไทยยังมีแรงหนุนจาก “เม็ดเงินกองทุนลดหย่อนภาษี” โดยเฉพาะ Thai ESG ที่คาดว่าจะทยอยไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำ “หุ้นปันผลสูง” เนื่องจากหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่สร้าง “ผลตอบแทนเงินปันผลสูงของโลก” โดยหุ้นไทยเฉลี่ยให้ปันผลราว 4% และหุ้นปันผลสูงอยู่ที่ประมาณ 5-6%
อีกทั้ง ยังมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงิน Thai ESG ซึ่งเน้นการลงทุนระยะยาว ทำให้หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสม่ำเสมอมีโอกาสได้รับความสนใจต่อเนื่อง
“บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น โดย SET Index ปรับขึ้นราว 30% ขณะที่ดัชนีหุ้นปันผลสูง SET HD เพิ่มขึ้นประมาณ 25% จากแรงหนุน 2 ช่วงสำคัญ
โดย ช่วง 2 เดือนแรก ตลาดได้แรงส่งจากกระแสเลือกตั้งและ Valuation ที่ยังถูกเมื่อเทียบกับภูมิภาค ดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิราว 60,000 ล้านบาท ก่อนเข้าสู่ช่วงพักฐานในเดือน 3 ถึงกลางเดือน 5 จากความกังวล “สงครามสหรัฐ-อิหร่าน” และ “ราคาพลังงานสูงขึ้น” ส่งผลให้แรงซื้อสุทธิของต่างชาติลดลงเหลือราว 20,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือน 5 จนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยกลับมาฟื้นตัวจากปัจจัยบวกเฉพาะตัว ทั้งความชัดเจนทางการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.เงินกู้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้
ขณะเดียวกัน นักลงทุนมีการโยกเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีและ AI ที่เผชิญแรงขาย มาสู่ตลาดที่อิงการบริโภคภายในประเทศ เช่น ไทย อินเดีย และจีน รวมถึงได้รับอานิสงส์จากความไม่แน่นอนในตลาดอินโดนีเซีย ทำให้มีเงินทุนบางส่วนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย
สำหรับครึ่งปีหลัง ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มเป็นบวก แต่ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และราคาน้ำมันดิบ หากยืนเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนานขึ้น อาจเพิ่มต้นทุนการผลิต กดดันกำลังซื้อ และกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียน
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเน้นหุ้นปันผลสูงในกลุ่ม SET HD เนื่องจากตลาดรับรู้ปัจจัยบวกไปมากแล้ว โดยหุ้นปันผลช่วยลดความผันผวนได้ดีกว่าในช่วงที่ตลาดผันผวน และแนะนำถือหุ้นไทยราว 15-20% ของพอร์ต ขณะที่ระยะยาวยังให้น้ำหนักหุ้นต่างประเทศมากกว่า เพื่อรับโอกาสเติบโตจากธีม AI, Cloud และ Data Center
“ภัทรนันท์ ธนียวัน ลิ้มอุดมพร” ผู้จัดการอาวุโส นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด กล่วาว่า การปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยปีนี้ไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่ขับเคลื่อนจากกระแสเงินทุนและการขยายตัวของมูลค่าหุ้นเป็นหลัก ทำให้ระดับราคาหุ้นเริ่มตึงตัวและมีความเสี่ยงต่อแรงขายทำกำไร
ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยและกองทุนหุ้นไทยจะให้ “ผลตอบแทนโดดเด่น” แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตเพียงราว 4% ขณะที่ตลาดซื้อขายที่ระดับ P/E ประมาณ 16 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี และเกินกรอบ +1 SD สะท้อนว่า Valuation อยู่ในระดับค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับสถิติในอดีต
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับต่างประเทศ หุ้นไทยยิ่งสะท้อนความตึงตัวของ Valuation โดยมี Forward P/E ราว 16.4 เท่า สูงกว่าหุ้นยุโรปที่ 14.9 เท่า ขณะที่แม้ระดับ P/E จะใกล้เคียงกับหุ้นญี่ปุ่น แต่กำไรบริษัทญี่ปุ่นเติบโตถึง 26.4% เทียบกับหุ้นไทยที่เติบโตเพียง 8.81% สะท้อนว่าหุ้นไทยมีราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต
สำหรับ แนวโน้มในระยะข้างหน้าคาดว่ากำไรของบจ. ในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะเติบโตเพียง 3-4% ซึ่งมองว่ายังไม่เพียงพอที่จะผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวขึ้นได้และทำให้ Upside ของตลาดเริ่มจำกัด
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงแนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย เนื่องจากระดับ Valuation ในปัจจุบันถือว่าตึงตัวและไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับโอกาสการเติบโตของตลาดหุ้นในต่างประเทศ
“ในมุมมองการลงทุน ระดับราคาปัจจุบันสะท้อนปัจจัยบวกไปค่อนข้างมากแล้ว การคาดหวังให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้อีกมากในระยะสั้นจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก นักลงทุนควรบริหารความเสี่ยงด้วยการลดสัดส่วนหุ้นไทย และกระจายการลงทุนไปยังตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตและระดับมูลค่าที่เหมาะสมมากกว่า”


