วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘เฟทโก้’เปิดวิสัยทัศน์โรดแมป15ปี ดันไทยมุ่งสู่‘ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว’

“เฟทโก้” เปิดยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ปักหมุดพลิกโฉม “ตลาดหุ้นไทย” จาก “ที่เล่นหุ้น” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานระดมทุนแห่งอนาคต” ตั้งเป้าสู่ผู้นำอาเซียนในอีก 6 ปี และก้าวข้ามตลาดเกิดใหม่ สู่ “ตลาดพัฒนาแล้ว” ภายในปี 2583 ด้าน ตลท. ขานรับสากลเปิดตัวดัชนี “FTSE4Good Thailand” ยกระดับเกณฑ์ ESG หวังดึงบิ๊กทุนต่างชาติ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO เปิดเผยถึง วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินงานว่า เฟทโก้วางทิศทางการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “พัฒนาตลาดทุนไทยสู่การเป็นตลาดทุนระดับโลก” เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรเงินลงทุน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง พร้อมได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านนวัตกรรม ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และธรรมาภิบาล

โดยตั้งเป้าหมายระยะสั้นในวาระ 2 ปีนี้ (2569-2571) ให้ “ตลาดทุนไทย” มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น โดยมีสภาพคล่องระยะยาวและฐานนักลงทุนที่เข้มแข็ง มีกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ และมีระบบนิเวศตลาดทุนที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสนับสนุนการระดมทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ

โดยมุ่งมั่นเปลี่ยนตลาดทุนจาก “ที่เล่นหุ้น” ให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานการระดมทุนที่แข็งแกร่ง” ยกระดับพาตลาดทุนไทยขึ้นเป็น “ผู้นำในอาเซียนในทุกมิติ” ทั้งด้านการระดมทุน สภาพคล่อง นวัตกรรมทางการเงิน และการเป็นศูนย์กลางระดมทุนของภูมิภาค ภายใน 6 ปี” (ระยะกลางภายในปี 2575)

พร้อมยกระดับศักยภาพของประเทศ ตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ถึง 30% ของจีดีพีและเตรียมความพร้อมนำไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อมุ่งสู่ประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืนภายใน 12 ปีข้างหน้า และเพื่อก้าวสู่เป้าหมายระยะยาวของตลาดทุนไทย สู่การเป็น“ตลาดพัฒนาแล้ว” (Developed Market) ภายใน 15 ปี (ภายในปี 2583) เพื่อหลุดพ้นจากการเป็น “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) ที่ไทยเป็นมานานกว่า 40 ปี ตั้งแต่ปี 2531

สำหรับหมุดหมายในอนาคตยกระดับสู่ตลาดพัฒนาแล้ว ตามมาตรฐานสากล เช่น MSCI ต้องมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อคือ เป็นประเทศรายได้สูงต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งรัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์ชาติในการพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ใน 12 ปีข้างหน้าแล้ว 

อีกทั้ง ต้องมีขนาดตลาดและสภาพคล่องที่นักลงทุนต่างชาติซื้อขายได้จริง เช่น มีหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักใน Global Index มากพอ และการเข้าถึงตลาดต้องกฎเกณฑ์ต้องเป็นสากล เช่น รองรับการทำ Short Selling และ Free Float และมีตลาดอนุพันธ์ ที่แข็งแกร่ง ไม่มีข้อจำกัดแบบเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น

นายไพบูลย์ เน้นย้ำว่า ตลาดทุนไทยต้องไม่ถูกมองเป็นเพียง “ที่เล่นหุ้นของคนรวย” แต่ต้องเป็น “ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นเครื่องระดมทุนและสร้างความมั่งคั่ง ให้กับคนในประเทศทุกคน เช่นเดียวกับโมเดลของสหรัฐฯ ที่ความมั่งคั่งกว่า 60% ของประชาชนอยู่ในตลาดหุ้น

ดังนั้น การยกระดับครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องถูกบรรจุเป็น ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“หากเราทำได้ตามเป้าหมายไดเ ตลาดทุนจะเป็นประตูเปิดรับเงินออมจากทั่วโลกมาช่วยสร้างประเทศ และสร้างความมั่งคั่งให้คนไทยเหมือนที่ตลาดหุ้นสหรัฐทำได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน”

เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าว “เฟทโก้” กำหนดการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน (ในช่วง 2 ปีแรก) เพื่อยกระดับตลาดทุนไทย ประกอบด้วย

1. Demand Side ขยายฐานผู้ลงทุน มุ่งสร้างฐานนักลงทุนระยะยาวของประเทศ ผ่านการส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนด้วยโครงการ TISA ผลักดันการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากกองทุนต่างชาติและผู้มีความมั่งคั่งสูงตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้เงินลงทุนของคนไทยในต่างประเทศไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทย รวมถึงผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายโอกาสการลงทุนของภาคเอกชน

2. Supply Side เพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจของตลาดทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์และกลไกการระดมทุนให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านการเพิ่มสภาพคล่องของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนให้กิจการในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผลักดันสิทธิประโยชน์บริษัทในโครงการ Jump+ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ขนาดใหญ่ และปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยี ออก หุ้นที่มีสิทธิออกเสียงไม่เท่ากัน เพื่อรักษานวัตกรรมและอำนาจบริหาร

3. Ecosystem & Infrastructure พัฒนาโครงสร้างตลาดทุนและลดอุปสรรค ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล การพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านการลงทุน การจัดตั้ง SME Credit Scoring Agency และการปรับปรุงกฎหมายทรัสต์ เพื่อรองรับการบริหารและวางแผนทรัพย์สินในอนาคต

4. Trust & Confidence ยกระดับธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่น ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การกำกับดูแลเชิงรุก การจัดตั้งศาลตลาดทุน การแก้ไขกฎหมายล้มละลาย และการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน

5. Investor Relations ยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุน ผลักดันจัด Government Outbound Roadshow เพื่อประชาสัมพันธ์ตลาดทุนไทยสู่ผู้ลงทุนทั่วโลก จัดกิจกรรม “ตลาดทุนพบภาครัฐ” อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเชื่อมั่น จัดทำและเผยแพร่ดัชนี FETCO Investor Confidence Index ทุกเดือน และร่วมให้ข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนผ่านเวทีสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการ TISA มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 80-90% โดยภาพรวมระหว่างสำนักงาน ก.ล.ต. และกระทรวงการคลังถือว่าลงตัวเกือบ 100% แล้วอยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดสุดท้ายใน 2 ประเด็นหลัก คือ วงเงินสูงสุดที่จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และ วันเริ่มมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ดีนักลงทุนยังสามารถใช้สิทธิในกองทุน Thai ESG เดิมที่มีวงเงิน 300,000 บาทรองรับอยู่แล้วในปีนี้ ทำให้ไม่มีประเด็นความล่าช้าที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุน

ในส่วนของการดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ตลาดทุนไทยมุ่งเน้นไปที่ “เงินลงทุนระยะยาว” เพื่อสร้างเสถียรภาพมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีแนวคิดผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางในการจัดตั้ง Family Office เพื่อบริหารจัดการความมั่งคั่งของกลุ่มทุนระดับโลก ซึ่งแผนงานนี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐในการสนับสนุนทางข้อกฎหมาย เช่น กฎหมายทรัสต์ (Trust Law) และการอำนวยความสะดวกด้าน Long-term Visa ควบคู่ไปกับการเร่งหาอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) เข้ามาเป็นสินค้าในตลาดเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ

สำหรับการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีแนวคิดจัดตั้ง SME Credit Scoring Agency เพื่อช่วยให้ความรู้และวิเคราะห์ความเสี่ยงของ SME ให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดทุน

ส่วนมาตรการทางภาษี เช่น การยกเว้น Capital Gain Tax ชั่วคราว ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาร่วมกับกระทรวงการคลัง และยังไม่มีความชัดเจนในขณะนี้

“เป้าหมายสูงสุด คือ การสร้างตลาดทุนที่เป็นกลไกในการจัดสรรเงินทุนไปสู่ภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว”

ล้อมกรอบ 

ครึ่งปีแรก ‘หุ้นไทย’ โดดเด่น 

สร้าง ‘ผลตอบแทน’แตะ26%

ทางด้าน “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน” (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนมิ.ย.2569 (สำรวจระหว่าง 22-30 มิ.ย.2569)พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 123.77 นักลงทุน มองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือ แนวโน้มการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

โดยปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน รองลงมาคือ นโยบายการเงินของเฟด และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดคือหมวดพาณิชย์ (COMM) หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุดคือหมวดยานยนต์(AUTO)

ในส่วน “ตลาดหุ้นไทย” ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ “ผลตอบแทน” สูงถึง 26% ซึ่งถือว่าขยายตัวได้ดีกว่าตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่เติบโต 22% และยังชนะค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชีย (ex-Japan) อีกด้วย โดยมีเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ เฉลี่ยจาก IAA Survey อยู่ที่ประมาณ 1,618 - 1,620 จุด

พบว่าการเริ่มไหลกลับมาของเงินลงทุนระยะยาว ของสถาบันต่างชาติประเภท Long-term หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 3 ปี โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีมีการซื้อสุทธิสูงถึง 60,000 ล้านบาท แม้จะมีการไหลออกชั่วคราวจากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ปัจจุบันเงินทุนเริ่มฟื้นกลับมา จนทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่มีสถานะเงินไหลเข้าสุทธิในปีนี้ 

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญเกิดจากการปรับพอร์ตระดับโลก ที่นักลงทุนเริ่มลดสัดส่วนในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ราคาสูงเกินไป แล้วหมุนเงินเข้าสู่หุ้นดั่งเดิม (Traditional Sector) หรือกลุ่มหุ้นที่มีความมั่นคง (Defensive) มากกว่า ซึ่งตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์นี้โดยตรง โดยเฉพาะในกลุ่ม ธนาคาร (Bank) และ สื่อสาร (Telco)

ขณะนี้ ในแง่รายกลุ่มอุตสาหกรรมกลุ่มพาณิชย์ (Commerce) และ กลุ่มธนาคาร (Bank) เป็นกลุ่มที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดตามการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าหุ้น Delta มีอิทธิพลต่อดัชนีอย่างมากจนอาจเกิดภาพที่บิดเบือน (Distort) หากถอดปัจจัยของ หุ้น Delta ออก ดัชนีจะลดลงประมาณ 100-150 จุด ดัชนี 1,600 จุด จริงๆอยู่ที่ 1,450 จุดเท่านั้น และจะพบว่าหุ้นไทยที่เหลืออีกกว่า 800 ตัวมี Forward P/E อยู่เพียงประมาณ 13 เท่า ซึ่งถือว่ายังมีUpsideให้ปรับตัวขึ้นได้อีกมากเมื่อเทียบกับรวม Delta ที่ P/E จะพุ่งไปถึง 16 เท่า

นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนสำคัญนโยบายเชิงรุกรัฐบาลที่เป็นมิตรกับภาคธุรกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าง Digital Wallet เป็นปัจจัยบวกสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่น ขณะที่ เสถียรภาพการเงินของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังต่ำ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ไม่มีแรงกดดันในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตามธนาคารกลางอื่นทั่วโลก เช่น ยุโรป หรือ อินโดนีเซีย