นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาท"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.18 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sidways (แกว่งตัวในกรอบ 33.12-33.20 บาทต่อดอลลาร์) เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดในฝั่งตลาดการเงินสหรัฐฯ ทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากการทยอยอ่อนค่าลงของ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่กลับมาอ่อนค่าเหนือโซน 161.50 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ที่แผ่วลงต่อเนื่อง ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จะจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงระยะสั้นนี้ไว้แถวโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทที่ยังมีอยู่ กอปรกับแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดบางส่วนแถวโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจเป็นปัจจัยที่จำกัดการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้เช่นกัน และที่สำคัญ เราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จนกว่าจะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ความผันผวนของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาจยังคงช่วยหนุนเงินดอลลาร์อยู่ ทำให้โดยรวม เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นทุกรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 60% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 30 สตางค์) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (จับตาแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.40 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทว่า หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด หรือตลาดอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์ได้
สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานยอดการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด กอปรกับ ถ้อยแถลงของประธาน FED ที่มองความเสี่ยงเงินเฟ้อทยอยลดลง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย
สำหรับ สัปดาห์นี้ รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทย
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – สัปดาห์นี้อาจมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไม่มากนัก ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) และยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) ในเดือนมิถุนายน รวมถึง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์โดย ADP และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 20% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย ทยอยลดลงเพิ่มเติมจากช่วงก่อนหน้า หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสานในสัปดาห์ก่อน โดยเฉพาะยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดไปมาก)
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนพฤษภาคม รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) เดือนกรกฎาคม ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลายลง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงเชื่อว่า ECB มีโอกาสราว 85% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง +25bps ในการประชุมเดือนธันวาคม ลดลงจากช่วงก่อนหน้าหลังอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนชะลอตัวลงมากกว่าคาด
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมิถุนายน ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนพฤษภาคม ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 89% ที่ BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 2.50% ขณะที่ ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจเลือกคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.75%
- ฝั่งไทย – เราประเมินว่า โมเมนตัมเงินเฟ้อไทยอาจแผ่วลง ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลงต่อเนื่องในเดือนมิถุนายน (ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยลดลงราว -5%m/m) ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิถุนายนจะชะลอลงสู่ระดับ 2.7% (-0.10%m/m) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อาจทรงตัวแถวระดับ 0.90%-0.95% นอกจากนี้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดีขึ้น อาจช่วยหนุนให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมิถุนายน ทยอยปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า


