‘กองทุน’แนะลดพอร์ต ‘ทองคำ’ ครึ่งปีแรก ‘ผลตอบแทนติดลบ30%’ เตือนหมดรอบ ‘ขาขึ้น’ จับตาแรงกดดันเฟด “ขึ้นดอกเบี้ย-เศรษฐกิจโลก” เลวร้ายที่สุดอาจลงถึง 55,000 บาท
KEY POINTS
- บลจ.อีสท์สปริง แนะลดสัดส่วนการถือครองทองคำในพอร์ตเหลือ 10% จากเดิมที่แนะนำ 10-15% เนื่องจากมีสินทรัพย์อื่นที่ให้โอกาสสร้างผลตอบแทนดีกว่า
- ราคาทองคำปรับฐานลงจากจุดสูงสุดราว 25-30% ส่งผลให้กองทุนทองคำหลายแห่งในช่วงครึ่งปีแรกมีผลตอบแทนติดลบ
- ผู้เชี่ยวชาญมองว่าทองคำได้ผ่านจุดสูงสุดของรอบนี้ไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงที่กระแสการลงทุนแผ่วลง ทำให้มีความเสี่ยงที่ราคาจะซบเซาเป็นเวลานาน
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ลดความน่าสนใจของทองคำ
- แม้ระยะสั้นจะยังไม่สามารถกลับเป็นขาขึ้นเต็มตัวได้ แต่การปรับฐานครั้งนี้ถูกมองเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวในการทยอยสะสม โดยกรณีเลวร้ายที่สุดราคาอาจลงไปถึง 55,000 บาท
“ราคาทองคำ” ไม่ได้หมดเสน่ห์ในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) เพียงแต่กำลังถูก “ลดทอนมูลค่าที่เกินจริง” (De-Valuation of Premium) จากช่วงก่อนหน้านี้ ในระยะสั้น ราคาทองคำจะยังไม่สามารถกลับเป็น “ขาขึ้น” เต็มตัวได้ จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องเพดาน “อัตราดอกเบี้ย” ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาทองคำ ผันผวนหนัก สะท้อนภาพการทำ “สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์” (All-Time High) ที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ดัน “ทองคำไทย” แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่บาทละ 81,950 บาทในไตรมาสแรก (29 ม.ค.) ก่อนจะเผชิญมรสุมแรงเทขายในไตรมาสสองจนดิ่งหลุดแนวรับสำคัญ โดย World Gold Council และ Bank of America ประเมินไว้ในกรณีเลวร้ายที่สุด ราคาอาจปรับลงสู่ระดับ 55,000 บาทต่อบาททองคำ หรือราว 3,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์
“กรุงเทพธุรกิจ” เปิดมุมมอง “กูรู” ถึงทิศทาง “ราคาทองคำ” ในครึ่งปีหลัง 2569 มองว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็น “โอกาส” สำหรับนักลงทุนระยะยาวในการทยอยเข้าสะสม
“บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปี 2569 ราคาทองคำผันผวนระดับสูง โดยช่วงต้นปีราคาปรับขึ้นราว 25% จากประมาณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปแตะระดับ 5,300-5,400 ดอลลาร์ ก่อน “ปรับฐานลง” มาเคลื่อนไหวบริเวณ 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ “ลดลงจากจุดสูงสุดราว 25-30%” ส่งผลให้ “กองทุนทองคำ” หลายกองทุนยังให้ “ผลตอบแทนติดลบ” นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ “ปัจจัยกดดันหลัก” มาจากการที่ตลาดปรับมุมมองต่อนโยบายการเงินของเฟดจากเดิมที่คาดว่า “เฟดจะลดดอกเบี้ย” มาเป็น “คงดอกเบี้ย” หรืออาจ “ปรับขึ้นดอกเบี้ย” หาก “เงินเฟ้อ” ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ “ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า” ขณะที่ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังผลักดัน “ผลตอบแทนพันธบัตร” และ “Real Yield” ให้สูงขึ้น จึง “ลดความน่าสนใจ” ของการลงทุนในทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าตามคาด แต่กลับแข็งค่าขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้แรงหนุนต่อราคาทองคำลดลง อย่างไรก็ดี “ปัจจัยลบ” ทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงได้สะท้อนในราคาทองคำบริเวณ 4,000 ดอลลาร์แล้ว
สำหรับ “ปัจจัยที่ต้องติดตาม” ในระยะสั้นจากมาตรการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งอาจหนุนราคาทองคำได้ในช่วงสั้น ขณะที่หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านคลี่คลาย ราคาทองคำมีแนวโน้มทรงตัวมากขึ้น แม้โอกาสปรับขึ้นแรงยังมีจำกัด
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ถือทองคำราว 10% ของพอร์ต “ลดลงจากเดิม 10-15%” เนื่องจากปัจจุบันมีสินทรัพย์อื่นที่ให้โอกาสสร้างผลตอบแทนดีกว่า ส่วนระดับ 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มองเป็นจังหวะทยอยสะสม โดยเฉพาะบริเวณ 3,900 ดอลลาร์ที่มี Margin of Safety ค่อนข้างดี แม้โอกาสปรับลงต่อมีจำกัด แต่โอกาสปรับขึ้นในระยะสั้นก็ยังไม่มากเช่นกัน
“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในทองคำเริ่มส่งสัญญาณว่า “ผ่านจุดสูงสุด” ของรอบนี้ไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงที่ “กระแสการลงทุนแผ่วลง” ทำให้มี “ความเสี่ยง” ที่ราคาจะ “ซบเซา” เป็นเวลานาน โดยมองว่าปัจจัย อย่าง “ดอลลาร์แข็งค่า” และ “Bond Yield” ที่สูงขึ้นเป็นเพียงปัจจัยประกอบไม่ใช่สาเหตุหลักของการอ่อนตัว
แต่ทว่า “ปัจจัยสำคัญ” จากการเปลี่ยนทิศทางของ “เม็ดเงินลงทุนทั่วโลก” ที่ไหลเข้าสู่ “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี” มากขึ้น ขณะที่ เงินลงทุนยังไหลออกจาก “กองทุน Gold ETF” อย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพว่า “นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในทองคำ”
อย่างไรก็ดี “ปัจจัยบวก” ที่ยังช่วยพยุงตลาดทองคำ หลัก ๆ จากการทยอยสะสมทองคำของ “ธนาคารกลางจีน” ซึ่งซื้อทองคำเพิ่มราว 8 ตันในเดือนเม.ย. สูงสุดในรอบ 2 ปี และคาดว่าจะซื้อเพิ่มเติมต่ออย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น แนะนำให้นักลงทุนชะลอการเข้า “ซื้อทองคำ” และ “รอจังหวะที่เหมาะสม” เนื่องจากปัจจุบันยังไม่เห็นปัจจัยใหม่ที่มีน้ำหนักมากพอจะผลักดันราคาทองคำกลับเข้าสู่แนวโน้ม “ขาขึ้น” อย่างชัดเจน
“วรุต รุ่งขํา” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด กล่าวว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงพักฐานแบบ Sideways Down แต่ประเมิน “ความเสี่ยงขาลงเริ่มจำกัด” โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งยังคงต้องติดตามใกล้ชิด หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ราคาทองคำมีโอกาสสร้างฐาน แต่หากขึ้นมากกว่านั้น อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับฐานลึกขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทองคำยังคงถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” จากความไม่แน่นอนของ “เศรษฐกิจโลก” ประกอบกับ “ธนาคารกลางหลายประเทศ” ยังเดินหน้าสะสมทองคำ ขณะที่ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าทองคำมีโอกาสกลับสู่ “ขาขึ้น” และ “ทำสถิติสูงสุดใหม่” ในระยะยาว
ดังนั้น สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ “ทยอยสะสม” เมื่อราคาทองคำอ่อนตัว โดยให้แนวรับสำคัญที่ 61,000 บาทต่อบาททองคำ หรือ ราว 3,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง อาจย่อลงสู่ 58,000 บาท (3,670 ดอลลาร์) และในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจลงถึง 55,000 บาท หรือราว 3,445 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ World Gold Council และ Bank of America ประเมินไว้
สำหรับ “ผู้ที่ติดต้นทุนสูง” ควรทยอยขายบางส่วนเมื่อ “ราคาฟื้นตัว” เพื่อรอซื้อกลับ ขณะที่ ผู้มีเงินลงทุนระยะยาวควรทยอยสะสมตามแนวรับดังกล่าว เช่นเดียวกับผู้ลงทุนผ่านกองทุนทองคำ โดยรอจังหวะที่ราคาทองคำโลก หรือ “กองทุน SPDR Gold Shares” ปรับฐาน ก่อนทยอยลงทุนเพื่อผลตอบแทนระยะกลางถึงยาว
“แม้ทองคำยังเผชิญความผันผวนในระยะสั้น แต่การปรับฐานรอบนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวในการทยอยสะสมเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน”





