วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘บาทอ่อน’ ช่วยอุ้ม ‘ทองไทย’ หลังเฟดขู่ขึ้น‘ดอกเบี้ย’ทุบราคาร่วง

ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อคืนวันที่ 17 มิ.ย. 2569 มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่

อย่างไรก็ดี สัญญาณจากรายงานประมาณการอัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ออกมาในโทนเข้มงวด (Hawkish) กว่าที่คาด โดยกรรมการเฟดราวครึ่งหนึ่งยังคงส่งสัญญาณว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์ปลอดภัยและกดดัน “ราคาทองคำ” ในตลาดโลกทันที

ช่วงเช้าวานนี้ (19 มิ.ย.) ปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรง  สมาคมค้าทองคำ ประกาศเปิดตลาดในช่วงเช้าดิ่งลงทันที 1,250 บาท และระหว่างวันยังคงผันผวน ลดลงอย่างต่อเนื่อง ราคาสลับกันกว่า 24 ครั้งในช่วงครึ่งวัน ส่งผลให้ภาพรวมราคาทองคำลดลงไปแล้วถึง 1,750 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดวานนี้

‘บาทอ่อน’ ช่วยอุ้ม ‘ทองไทย’ หลังเฟดขู่ขึ้น‘ดอกเบี้ย’ทุบราคาร่วง

ปัจจัยกดดันหลักมาจากทิศทางราคาทองคำโลก (Gold Spot) ที่แกว่งตัวลงมาอยู่ที่บริเวณ 4,149-4,182 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประกอบกับความผันผวนค่าเงินบาท “อ่อนค่า” ที่ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่ง“ค่าเงินบาทอ่อนค่าพยุงราคา” ไว้ทำให้คนไทยไม่เจ็บตัวหนักเวลาทองโลก 

ทางด้าน “พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ประเมินว่าโอกาสที่ราคาจะดิ่งลงรุนแรงนั้นค่อนข้างจำกัด เพราะตลาดซึมซับและรับรู้ความกังวลเรื่องท่าทีที่แข็งกร้าว (Hawkish) ของเฟดไปก่อนหน้านี้แล้วในระดับหนึ่ง

สำหรับ กลยุทธ์รับมือการพักฐานในระยะสั้นนี้นักลงทุนควรจับตาดูแนวรับสำคัญที่ระดับ 4,219-4,162 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง ทิศทางราคาทองคำจะเป็นลักษณะการ “พักตัวเพื่อเดินทางต่อ” โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ต้องไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) จนหลุดแนวรับจิตวิทยาที่ 4,022 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ในกรณีที่ราคาทองคำยังไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้าน 4,454 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ ราคาจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวออกด้านข้าง (Sideway) เป็นการพักฐานในรูปแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2564-2565 เพื่อสร้างฐานที่แข็งแกร่งเหนือแนวรับใหญ่บริเวณ 3,778-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ทั้งนี้ หากราคาสามารถสะสมแรงและดีดตัวกลับขึ้นไปได้ จะมีแนวต้านระยะสั้นรอการทดสอบที่ 4,332-4,382 ดอลลาร์ต่อออนซ์

YLG ประเมินว่า ทิศทางทองคำจะกลับมาเป็นขาขึ้นชัดเจนช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 4,773 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากผ่านไปได้ มีโอกาสทะยานสู่เป้าหมายหลักที่ระดับ 5,531-5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อคำนวณด้วยค่าเงินบาทที่ระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ จะส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ มีโอกาสพุ่งสูงถึงระดับ 85,400 - 86,400 บาท

ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ว่า เป็น “โอกาสทอง” ในการทยอยเข้าซื้อสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA เนื่องจากราคาในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยกดดันต่าง ๆ ไปมากแล้ว การย่อตัวลงมาจึงเป็นจังหวะในการเข้าซื้อในราคาที่ได้รับส่วนลด

นอกจากนี้ ความกังวลการเร่งขึ้นดอกเบี้ยเฟดเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เริ่มมีสัญญาณคลี่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากมีข่าวดีด้านภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ เมื่อนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ร่วมลงนาม MOU ผ่านระบบดิจิทัล ยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ ช่วยลดความตึงเครียดและสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

“คมศร ประกอบผล” หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ธนาคารทิสโก้ มีมุมมองต่อทองคำ มองว่า การปรับฐานก่อนหน้านี้เป็นผลจากความกังวลเรื่อง “อัตราดอกเบี้ย” และระดับ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล” ที่อยู่ในระดับสูง แต่ปัจจุบันราคาทองคำเริ่มฟื้นตัว และมีโอกาสปรับขึ้นต่อหากแรงกดดันจากประเด็นดอกเบี้ยคลี่คลาย แต่อย่างไรก็ตาม การทำ “จุดสูงสุดใหม่” เหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อาจยังเป็นไปได้ยากในระยะสั้น เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางราคาพลังงาน 

ดังนั้น แนะนำให้นักลงทุนถือทองคำในสัดส่วน 5-10% ของพอร์ตการลงทุน ช่วยกระจายความเสี่ยง และมองว่าระดับราคาทองคำบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต้น ๆ เป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการทยอยสะสม

ขณะที่ Citigroup ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำในระยะ 3 เดือน ลงสู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยอ้างถึงความเป็นไปได้ที่ เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ อย่างไรก็ดียังคงเป้าหมายในระยะ 6-12 เดือนไว้ที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์