นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ภาพรวมครึ่งปีหลัง 2569 หากสถานการณ์ตลาดไม่มีปัจจัยเลวร้ายเพิ่มเติมไปมากกว่าในขณะนี้ เชื่อว่า มูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) ของทั้งอุตสาหกรรมกองทุนรวมยังเติบโต และบริษัท ยังสามารถเติบโตได้ดีตามเป้าหมาย
แม้ว่าในช่วงตลาดผันผวนที่ผ่านมาในปีนี้ แต่บริษัทยังคงเป้าหมายปีนี้ มี AUM ที่ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท หรือ เติบโต 10% จากสิ้นปีก่อน มี AUM ที่ 1.01 ล้านล้านบาท ในปัจจุบันบริษัท มี AUM ที่ 1.06 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นจากสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 4.8% คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 10.1% อันดับ 3 ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม 825,698 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 12.4% กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 172,638 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาด 10.5% และกลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล 63,687 ล้านบาท มี ส่วนแบ่งตลาด 2.9% (ข้อมูลจาก AIMC ณ 30 เม.ย. 2569)
สำหรับกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการในช่วงครึ่งปีหลังนี้ นางชวินดา กล่าวว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดแก่นักลงทุน พร้อมยึดหลักการบริหารจัดการด้วยความรอบคอบระมัดระวังภายใต้หลัก ธรรมมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเป็นสำคัญ
“วางเป้าหมายออกกองทุนใหม่ ขั้นต่ำอย่างน้อยเดือนละ 1 กองทุนตามความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ ทั้งยังคงร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย พัฒนากองทุนหลากหลายธีมการลงทุนและบริการเพิ่มขึ้นครบเต็มรูปแบบ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับปรุงกฎใหม่ รองรับกองทุนรวมแบบโทเคน (Tokenized Fund) อนุญาตให้ซื้อ-ขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนได้ รวดเร็วขึ้น ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ขณะนี้เรากำลังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบ คาดว่าจะเริ่มในเดือนก.ค. นี้ จากสินทรัพย์เสี่ยงต่ำก่อน อย่าง มันนี่มาร์เก็ตและพัฒนาไปยังในสินทรัพย์เสี่ยงสูงต่อไป”
นอกจากนี้ บริษัทยังคงให้ความสำคัญในการยกระดับการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร และบทวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็วเท่าทันต่อสถานการณ์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีบัญชีผู้ติดตามผ่านช่องทาง Social Media ต่าง ๆ รวมกันกว่า 2.06 ล้านบัญชีผู้ใช้ (ข้อมูล ณ 31 พ.ค. 2569)
นางชวินดา กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวม “เศรษฐกิจและการลงทุน” ในปี 2569 มองว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปีต้องเผชิญกับภาวะการเติบโตที่แยกทางกันอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้ดีกว่าคาด ขณะที่ยุโรปฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ และจีนยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ
รวมถึงอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกต่างชะลอตัวลงเข้าใกล้กรอบเป้าหมายของธนาคารกลางหลัก อีกทั้งยังเริ่มเห็นแรงกดดันใหม่จากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยไม่ได้เกิดขึ้นเร็วและแรงอย่างที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้
ขณะที่ แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดยังคงเผชิญกับ “ความเสี่ยง” จากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และความเป็นไปได้ที่ภาวะการเงินอาจ “ตึงตัวขึ้น” หาก “เงินเฟ้อ” ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์
แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีแรงผลักดันจากปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ก้าวเข้าสู่ช่วง AI Supercycle ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว
สำหรับ “เศรษฐกิจไทย” แม้ว่าคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้จะอยู่ในระดับต่ำแต่บรรยากาศการลงทุนปรับตัวดีขึ้นจากการผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ กระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามา รวมถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทยคาดการณ์ว่า “คณะกรรมการนโยบายการเงิน” (กนง.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายอีกในปีนี้ ที่ระดับ1% และค่าเงินบาทสิ้นปีนี้กลับมาแข็งค่าแต่ไม่แข็งค่ามากนักในกรอบ 31.75-32.00 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับ “ตลาดหุ้นไทย” มองกรอบดัชนีสิ้นปีนี้ อยู่ที่ระดับ 1,600 จุด พี/อี 16 เท่า ยังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สามารถสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งเติบโตเหนือกว่า “ตลาดหุ้นโลก” (ACWI) มากถึง 14% แม้ว่าคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้จะอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 2.3% (ที่มา : บลจ.กรุงไทย, ข้อมูล ณ 12 มิ.ย.) จากแรงกดดันด้านการค้าโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง
อย่างไรก็ดี การผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเม็ดเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ธีม AI และการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยบริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมมีโอกาสสร้างการเติบโตของกำไรจากธีมดังกล่าว ทั้งยังได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก ผ่านความต้องการ (ดีมานด์) การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของการลงทุนใน Data Center
“เรายังมีมุมมองเชิงบวกกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งตราสารทุนต่างประเทศและตราสารทุนไทย สำหรับในส่วนของตราสารหนี้ต่างประเทศนั้น ยังคงมีความน่าสนใจจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงแต่ยังคงมีความผันผวนจึงควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศระยะยาว”
ดัน TFFIF-TISA สองแรงหนุนตลาดทุนไทย
นางชวินดา กล่าวว่า KTAM พร้อมสนับสนุนแนวทางของกระทรวงการคลังในการเตรียมระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) รอบใหม่ วงเงินประมาณ 25,000 ล้านบาท มองว่า TFF เป็นกองทุนที่มีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนในระดับ 4.6-4.7% และยังมีอายุโครงการคงเหลือมากกว่า 20 ปี ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากปริมาณการจราจรบนทางพิเศษซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักของกองทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน TFF ยังมีศักยภาพในการระดมทุนเพิ่มเติมผ่านการกู้ยืมตามกรอบที่กฎหมายกำหนด ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในอนาคต
ส่วนความคืบหน้าของแนวคิดจัดตั้งบัญชีออมลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Thailand Individual Savings Account : TISA) นั้น ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมเสถียรภาพให้ตลาดทุนไทยในระยะยาว มีเป้าหมายส่งเสริมการออมและการลงทุนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงการคลังและภาครัฐ เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด โดยมีข้อเสนอให้เพิ่มเพดานลดหย่อนภาษีรวมจาก 800,000 บาท เป็น 1 ล้านบาท และครอบคลุมการลงทุนทั้งหุ้น กองทุนรวม และตราสารหนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้
เราเชื่อว่า หาก TISA สามารถผลักดันได้สำเร็จ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนไทย เพิ่มสภาพคล่องในระบบ และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว


