ในสภาวะที่ “อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทย” (บล.) กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้ง “การแข่งขันด้านราคา” (Commission War) และ “ปริมาณการซื้อขาย” ที่ผันผวน
ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ KTX กล่าวว่า จากรายงานผลการศึกษาของดีลอยท์ ล่าสุดสะท้อนสถานะของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทยยังดำเนินธุรกิจได้ “ยากลำบาก” และถูกมองว่าเป็นช่วง “ขาลง” มาโดยตลอด
โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากภาวะตลาดหุ้นไทยมีปัญหาจาก ความเชื่อมั่น วอลุ่มลดลง และต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา และธุรกิจโบรกเกอร์แทบไม่มีความแตกต่างกันอย่างแท้จริงในเชิงผลิตภัณฑ์หรือบริการ
ดังนั้น ในปีที่ผ่านมา “ธุรกิจโบรเกอร์” ส่วนใหญ่ เกือบครึ่งประสบปัญหาขาดทุน โดยเฉพาะรายเล็ก ขณะที่ดีลอยท์ มีมุมมองว่าจำนวนธุรกิจโบรกเกอร์ในตลาดควรลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรม เพื่อความเหมาะสม
ทั้งนี้ “ม.ล.ทองมกุฎ” ให้ความเห็นถึง “ทางรอดของธุรกิจโบรกเกอร์” หากตลาดยังคงซบเซาว่าหากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ระดับ 50,000 - 60,000 ล้านบาทต่อวัน ธุรกิจโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักจะยัง “อยู่ได้” และ “ไม่ขาดทุน” แต่หากวอลุ่มลดต่ำลงกว่านั้น โบรกเกอร์ขนาดเล็กจะเผชิญความลำบากอย่างหนัก
ขณะเดียวกัน KTX มองว่า การแข่งกันลดค่าคอมมิชชัน “ไม่ใช่ทางรอด” และเป็น “โมเดลหมดยุคไปแล้ว” สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างได้จริงคือ Branding, Relationship และ Platform ที่สะดวกและตอบโจทย์ลูกค้า อีกทั้ง ข้อมูลของดีลอยท์ระบุว่าประชากรไทยถึง 74% มีเงินออม แต่มีเพียง 14% เท่านั้นที่นำเงินมาลงทุน เรามองว่านี่เป็นโอกาสสำคัญ ที่เปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุน หากสามารถให้ความรู้ แก่นักลงทุนทั่วไปได้เหมือนอย่างโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยสูงมาก
แน่นอนว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา KTX ได้เห็นถึงสถานการณ์ความยากลำบากดังกล่าวในอุตสาหกรรมและมีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถวัดผลสำเร็จ พร้อมฉายภาพอนาคตของธุรกิจที่ต้องก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้ให้บริการซื้อขายหุ้นแบบดั้งเดิม
ม.ล. ทองมกุฏ กล่าวว่า KTX มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแบบ Organic Growth โดยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2561 บริษัทสามารถขยับส่วนแบ่งการตลาดจาก อันดับที่ 23 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 13 ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการขยับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากฐานเดิม
สำหรับ ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาดไว้ที่ 2.4% จากปีก่อนที่ 2% และในปีนี้หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ KTX คือ “การปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้เพื่อสร้างความยั่งยืน” และตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ ที่ 1,300 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน
ดังนั้น การปรับโครงรายได้นั้น จากในอดีตรายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage) เคยสูงถึง 80-90% ของรายได้รวม แต่ปีที่ผ่านมาลดลงเหลือ 60% และในปีนี้ตั้งเป้าหมายจะลดสัดส่วนรายได้ส่วนนี้ลงเหลือ 50% และหันเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่การซื้อขายหลักทรัพย์ (Non-Brokerage ) เป็น50% จากปีก่อนที่ 40% และในอดีตมีเพียง 10% เท่านั้น
ความสำเร็จรายได้ที่ไม่ใช่การซื้อขายหลักทรัพย์ จากผลิตภัณฑ์อื่นเติบโตขึ้นอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะ ตราสารหนี้ (Bonds) ที่มียอดขายเติบโตจาก 200 ล้านบาทต่อเดือน พุ่งสูงขึ้นเป็น 1,400 ล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการขายกองทุนรวมและหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Products)
ล่าสุด เปิดตัว DW18 ลงทุนอ้างอิง 7 ดัชนีหลักในภูมิภาคเอเชีย ครั้งแรกในไทยที่ครอบคลุม HSI, HSCEI, HSTECH, NIKKEI 225, VN30, KOSPI200 และ KOSDAQ150 เพิ่มช่องให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนในตลาดเอเชีย ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไทย และระบบการซื้อขายในช่องทาง Streaming ที่คุ้นเคย
อีกทั้งในปีนี้บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ด้วยการเชื่อมโยงความแข็งแกร่ง ของบริษัทแม่ ทั้งธนาคารกรุงไทย (KTB ) และบริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (XPG) ทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ มุ่งสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน ขณะที่มีความใกล้ชิดกับ ธนาคารกรุงไทย แข็งแกร่งขึ้นทั้งในด้านการส่งต่อลูกค้ากลุ่มเวลธ์และการร่วมกันขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้ครบวงจร
พร้อมยกระดับบริการด้านข้อมูล และบทวิเคราะห์ เข้มข้นขึ้น โดย KTX ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงกระแส แต่เน้นการนำมาใช้เพื่อ Process Efficiency และสร้างโอกาสในการลงทุน
“ปัจจุบันลูกค้านักลงทุนไทยเทรดผ่านช่องทางออนไลน์สูงมากและบริษัทยู่ในช่วงการทดลองและเรียนรู้การนำ AI มาใช้สนับสนุนการตัดสินใจและเพิ่มความฉลาดของแพลตฟอร์ม เพื่อความสะดวกและมอบเครื่องมือที่ดีกว่าให้แก่นักลงทุน”
การปรับตัวของ KTX ปีนี้ เพื่อรองรับเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดที่ “เริ่มดูดีขึ้น” และมีความพร้อมที่จะรับเม็ดเงินลงทุนระลอกใหม่ จากปัจจัยบวกทั้งภายในและภายนอก มีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดเอเชียและตลาดหุ้นไทย KTX มองแนวต้านสำคัญไว้ปีนี้ที่ระดับ 1,650 จุด ในขณะที่มุมมองอื่นๆ ในตลาดคาดการณ์ว่าอาจไปได้ถึง 1,750 หรือ 1,800 จุด

