วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

'บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง’ผ่าทางรอด ธุรกิจโบรกลดพึ่งค่าคอมฯ

'บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง’ผ่าทางรอด ธุรกิจโบรกลดพึ่งค่าคอมฯ

ในสภาวะที่ “อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทย” (บล.) กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้ง “การแข่งขันด้านราคา” (Commission War) และ “ปริมาณการซื้อขาย” ที่ผันผวน 

ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ KTX กล่าวว่า จากรายงานผลการศึกษาของดีลอยท์ ล่าสุดสะท้อนสถานะของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทยยังดำเนินธุรกิจได้ “ยากลำบาก” และถูกมองว่าเป็นช่วง “ขาลง” มาโดยตลอด

โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากภาวะตลาดหุ้นไทยมีปัญหาจาก ความเชื่อมั่น วอลุ่มลดลง และต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา และธุรกิจโบรกเกอร์แทบไม่มีความแตกต่างกันอย่างแท้จริงในเชิงผลิตภัณฑ์หรือบริการ 

'บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง’ผ่าทางรอด ธุรกิจโบรกลดพึ่งค่าคอมฯ

ดังนั้น ในปีที่ผ่านมา “ธุรกิจโบรเกอร์” ส่วนใหญ่ เกือบครึ่งประสบปัญหาขาดทุน โดยเฉพาะรายเล็ก ขณะที่ดีลอยท์ มีมุมมองว่าจำนวนธุรกิจโบรกเกอร์ในตลาดควรลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรม เพื่อความเหมาะสม

ทั้งนี้ “ม.ล.ทองมกุฎ” ให้ความเห็นถึง “ทางรอดของธุรกิจโบรกเกอร์” หากตลาดยังคงซบเซาว่าหากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ระดับ 50,000 - 60,000 ล้านบาทต่อวัน ธุรกิจโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักจะยัง “อยู่ได้” และ “ไม่ขาดทุน” แต่หากวอลุ่มลดต่ำลงกว่านั้น โบรกเกอร์ขนาดเล็กจะเผชิญความลำบากอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน KTX มองว่า การแข่งกันลดค่าคอมมิชชัน “ไม่ใช่ทางรอด” และเป็น “โมเดลหมดยุคไปแล้ว” สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างได้จริงคือ Branding, Relationship และ Platform ที่สะดวกและตอบโจทย์ลูกค้า อีกทั้ง ข้อมูลของดีลอยท์ระบุว่าประชากรไทยถึง 74% มีเงินออม แต่มีเพียง 14% เท่านั้นที่นำเงินมาลงทุน เรามองว่านี่เป็นโอกาสสำคัญ ที่เปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุน หากสามารถให้ความรู้ แก่นักลงทุนทั่วไปได้เหมือนอย่างโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยสูงมาก

แน่นอนว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา KTX ได้เห็นถึงสถานการณ์ความยากลำบากดังกล่าวในอุตสาหกรรมและมีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถวัดผลสำเร็จ พร้อมฉายภาพอนาคตของธุรกิจที่ต้องก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้ให้บริการซื้อขายหุ้นแบบดั้งเดิม

ม.ล. ทองมกุฏ กล่าวว่า KTX มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแบบ Organic Growth โดยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2561 บริษัทสามารถขยับส่วนแบ่งการตลาดจาก อันดับที่ 23 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 13 ในปัจจุบัน  ซึ่งถือเป็นการขยับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากฐานเดิม

สำหรับ ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาดไว้ที่ 2.4% จากปีก่อนที่ 2% และในปีนี้หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ KTX คือ “การปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้เพื่อสร้างความยั่งยืน” และตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ ที่ 1,300 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน

ดังนั้น การปรับโครงรายได้นั้น จากในอดีตรายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage) เคยสูงถึง 80-90% ของรายได้รวม แต่ปีที่ผ่านมาลดลงเหลือ 60% และในปีนี้ตั้งเป้าหมายจะลดสัดส่วนรายได้ส่วนนี้ลงเหลือ 50% และหันเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่การซื้อขายหลักทรัพย์ (Non-Brokerage ) เป็น50% จากปีก่อนที่ 40% และในอดีตมีเพียง 10% เท่านั้น

ความสำเร็จรายได้ที่ไม่ใช่การซื้อขายหลักทรัพย์ จากผลิตภัณฑ์อื่นเติบโตขึ้นอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะ ตราสารหนี้ (Bonds) ที่มียอดขายเติบโตจาก 200 ล้านบาทต่อเดือน พุ่งสูงขึ้นเป็น 1,400 ล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการขายกองทุนรวมและหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Products)

ล่าสุด เปิดตัว DW18 ลงทุนอ้างอิง 7 ดัชนีหลักในภูมิภาคเอเชีย ครั้งแรกในไทยที่ครอบคลุม HSI, HSCEI, HSTECH, NIKKEI 225, VN30, KOSPI200 และ KOSDAQ150 เพิ่มช่องให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนในตลาดเอเชีย ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไทย และระบบการซื้อขายในช่องทาง Streaming ที่คุ้นเคย

อีกทั้งในปีนี้บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ด้วยการเชื่อมโยงความแข็งแกร่ง ของบริษัทแม่ ทั้งธนาคารกรุงไทย (KTB ) และบริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (XPG) ทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ มุ่งสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน ขณะที่มีความใกล้ชิดกับ ธนาคารกรุงไทย แข็งแกร่งขึ้นทั้งในด้านการส่งต่อลูกค้ากลุ่มเวลธ์และการร่วมกันขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้ครบวงจร 

พร้อมยกระดับบริการด้านข้อมูล และบทวิเคราะห์ เข้มข้นขึ้น โดย KTX ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงกระแส แต่เน้นการนำมาใช้เพื่อ Process Efficiency และสร้างโอกาสในการลงทุน 

“ปัจจุบันลูกค้านักลงทุนไทยเทรดผ่านช่องทางออนไลน์สูงมากและบริษัทยู่ในช่วงการทดลองและเรียนรู้การนำ AI มาใช้สนับสนุนการตัดสินใจและเพิ่มความฉลาดของแพลตฟอร์ม เพื่อความสะดวกและมอบเครื่องมือที่ดีกว่าให้แก่นักลงทุน”

การปรับตัวของ KTX ปีนี้  เพื่อรองรับเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดที่ “เริ่มดูดีขึ้น” และมีความพร้อมที่จะรับเม็ดเงินลงทุนระลอกใหม่ จากปัจจัยบวกทั้งภายในและภายนอก มีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดเอเชียและตลาดหุ้นไทย KTX มองแนวต้านสำคัญไว้ปีนี้ที่ระดับ 1,650 จุด ในขณะที่มุมมองอื่นๆ ในตลาดคาดการณ์ว่าอาจไปได้ถึง 1,750 หรือ 1,800 จุด