เงินบาทเปิดฉากทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันดิ่งไปแตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 2 เดือนที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยมาปิดตลาดที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่าลงราว 0.6% เมื่อเทียบกับวันทำการก่อนหน้า
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารทีมวิจัย ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ทิศทางของเงินบาทในวันนี้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย โดยมีปัจจัยหลักมาจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับแรงหนุนอย่างแข็งแกร่ง หลังจากตลาดเริ่มปรับมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น โดยอย่างเร็วที่สุดอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ผลจากตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาแข็งแกร่งเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงซื้อในฐานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ราคาทองคำกลับถูกกดดันให้ปรับตัวลดลง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทิศทางกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ของนักลงทุนต่างชาติ โดยในวันนี้พบแรงเทขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 3,498 ล้านบาท และมีสถานะเป็นเงินทุนไหลออกสุทธิ (Net Outflows) จากตลาดพันธบัตรไทยอีกราว 6,536 ล้านบาท รวมมูลค่าการล้างพอร์ตสินทรัพย์ไทยในวันเดียวเกือบ 1 หมื่นล้านบาท
ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันพรุ่งนี้ (9 มิ.ย.) ไว้ที่ 32.70 - 33.00 บาทต่อดอลลาร์
โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ทิศทางฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ, สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง, ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือนพฤษภาคมของจีน และยอดขายบ้านมือสองเดือนพฤษภาคมของสหรัฐ

