ท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความอึมครึมและพร้อมพลิกผันได้ตลอดเวลา ตลาดการเงินโลกกำลังส่งสัญญาณ “ไม่ปกติ”ครั้งสำคัญ เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือบอนด์ยีลด์ พุ่งกระชากขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางตลาดหุ้นและทองคำที่กอดคอร่วงลงพร้อมกัน
ปรากฏการณ์นี้กำลังเตือนอะไร และทิศทางการลงทุนนับจากนี้จะเป็นอย่างไร “ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด หรือ Jitta Wealth ให้มุมมองต่อสัญญาณเตือนภัยว่า นักลงทุนต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ บอนด์ยีลด์วสหรัฐพุ่งแรงในรอบ 20 ปี บอนด์ยีลด์สหรัฐ อายุ 10 ปี ที่พุ่งขึ้นมาชนระดับ 4.6 - 4.7% จากต้นปีที่อยู่เพียง 4.1 % หรือปรับขึ้นราว 50 - 60 bps ขณะที่ บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี ทะลุ 5.1 - 5.2%ไปแล้ว ถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007 หรือช่วงก่อนเกิดวิกฤติซับไพรม์ปี 2008
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่นักลงทุนแห่เทขายบอนด์ระยะยาวอายุ 10 ถึง 30 ปี แต่ยังมีเงินไหลเข้าบอนด์ระยะสั้นอายุ 2 ปี สะท้อนว่าในระยะสั้นยังเชื่อมือเฟดจะคุมเงินเฟ้ออยู่ แต่ระยะยาวตลาดกำลังส่งสัญญาณไม่เชื่อมั่นต่อภาระหนี้สินอันมหาศาลของรัฐบาลสหรัฐ
ดังนั้น จากการทะยานขึ้นของบอนด์ยีลด์รอบนี้ “จิตตะ เวลธ์” สรุปข้อกังวลของตลาดออกเป็น 3 ประเด็นหลัก เรื่องแรกคือ “เงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยลากยาว” ตลาดกังวลเงินเฟ้อจะกลับมาปะทุจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง หลังสงครามส่อแววยืดเยื้อ
ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดที่ดัชนีราคาผู้บริโภคหรือ CPI เดือนเม.ย. แตะ 3.8% และดัชนีราคาผู้ผลิตหรือ PPI อยู่ที่ 6.0% ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่กลางเดือนพ.ค. อาจต้องคงดอกเบี้ยสูงลากยาวตลอดทั้งปี และตลาดกำลังจับตาความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ หรือ Stagflation
ประเด็นที่สองคือ “วิกฤติหนี้ท่วมรัฐบาลสหรัฐ” ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐมีหนี้สินสูงเกือบ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีภาระดอกเบี้ยจ่ายทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีไปแล้ว ยิ่งครึ่งปีแรกงบประมาณขาดดุลไปถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์จากการใช้จ่ายและงบสงคราม ยิ่งบีบให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรใหม่มาขายมหาศาล สะท้อนฐานะการคลังที่เปราะบาง
ประเด็นที่สามคือ “แรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก” หากยีลด์ยังพุ่งไม่หยุด ต้นทุนหนี้ที่สูงลิ่วจะบีบให้รัฐบาลสหรัฐ อาจต้องทำอะไรบางอย่าง เช่น การเข้ามาแทรกแซงตลาดพันธบัตร หรือปรับเปลี่ยนนโยบายการคลังขนานใหญ่
“ตราวุทธิ์” มองตลาดหุ้นสหรัฐไม่ได้เกิดภาวะตื่นตระหนก แต่เป็นโหมดเปิดรับความเสี่ยงแบบระวังตัว นักลงทุนยังอยากถือหุ้นใหญ่และหุ้นเทคโนโลยีเพราะเชื่อมั่นในวัฏจักร AI ที่ขับเคลื่อนกำไรบริษัทจดทะเบียนให้ออกมาดีเกินคาด เพียงแต่ช่วงนี้จะไม่กล้าไล่ราคาแรง และเริ่มขายทำกำไรบางส่วนเพื่อถือเงินสด
โดยหลังจากนี้ต้องจับตา 2 ฉากทัศน์ คือ ถ้า “บอนด์ยีลด์หยุดขึ้น ตลาดหุ้นมีโอกาสรีบาวด์แรง” โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เซมิคอนดัคเตอร์ และหุ้นเติบโต
แต่ถ้า “บอนด์ยีลด์พุ่งต่อตลาดจะตึงเครียด” หุ้นเทคฯ อาจถูกปรับฐานเพื่อสะท้อนมูลค่า หุ้นเล็กจะอ่อนแรง และเม็ดเงินจะไหลออกจากหุ้นเข้าสู่พันธบัตรระยะสั้น
ส่วนความไม่ปกติที่สุดในรอบนี้ สะท้อนชัดเจนว่า คือ ทองคำที่ร่วงลงสวนทางกับตำราสินทรัพย์ปลอดภัย โดยราคาทองคำปรับฐานจากจุดสูงสุดที่เคยทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาเคลื่อนไหวแถว 4,480-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนเลือกเทขายทำกำไรเพื่อถือเงินสด ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นกดดันราคาสินทรัพย์ทั่วโลก
Goldman Sachs ประเมินว่า “นี่ยังไม่ใช่จุดจบของขาขึ้นทองคำ” ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้างจากการลดการพึ่งพาดอลลาร์ โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ซื้อทองคำสุทธิสูงถึง 244 ตัน เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้า เพื่อปรับโครงสร้างทุนสำรองรับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ดังนั้น สัญญาณการเทขายบอนด์ รวมถึงหุ้นและทองคำที่กอดคอร่วงในรอบนี้ “ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะพังทลาย” เพราะภาพรวมเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง เมกะเทรนด์ AI และบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ยังทรงพลัง เพียงแต่ตลาดกำลังสะท้อน ความกังวลสภาพคล่องตึงตัวจากพิษดอกเบี้ยสูงและหนี้สาธารณะที่รุมเร้า นับจากนี้ตลาดจะเข้าสู่ช่วงที่เลือกหุ้นยากขึ้น และตลาดบอนด์จะเป็นผู้คุมเกม นักลงทุนจึงต้องติดตามการส่งสัญญาณของประธานเฟดคนใหม่อย่างใกล้ชิด และวางกลยุทธ์ลงทุนด้วยความรอบคอบ


