'เอลนีโญ' มีโอกาสเกิดเพิ่มขึ้นเป็น 72% ตั้งแต่ มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป ส่งผลต่อสภาพอากาศร้อนแล้ง เสี่ยงกระทบจีดีพี KS Research Strategist แนะลงทุนในกลุ่มเครื่องดื่ม ร้านสะดวกซื้อ และศูนย์การค้าที่คาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น และหลีกเลี่ยงกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตร
ทีมนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS Research Strategy ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” มีแนวโน้มที่จะกลับมาส่งผลกระทบอีกครั้งช่วงครึ่งหลังปี 2569
อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยระบบภูมิอากาศ และสถาบันวิจัยนานาชาติเพื่อภูมิอากาศและสังคม หรือ CCSR/IRI เดือน มี.ค. ปี 2569 พบว่า
มีความน่าจะเป็น 47% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะเริ่มเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือน พ.ค. และจะเพิ่มระดับความเชื่อมั่นสูงขึ้นเป็น 72% ตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นไป โดยผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่ สภาพอากาศที่ร้อนจัด อุณหภูมิเฉลี่ยพุ่งสูงกว่าปกติ ปริมาณฝนมาล่าช้ากว่าฤดูกาลปกติ และอาจนำไปสู่ภาวะภัยแล้งในหลายพื้นที่
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประเมินผลกระทบจากเอลนีโญครั้งล่าสุดปี 2566-2567 เพื่อจำลองเปรียบเทียบ พบว่าในอดีตผลผลิตภาคการเกษตรของไทยปรับลดลง 0.9% ช่วงครึ่งหลังปี 2566 และลดลงต่อเนื่องอีก 5.4% ช่วงครึ่งปี 2567 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ภาคการเกษตรลดลง 0.4% และ 2.1% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ในระดับมหภาค ธปท. ยังคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวฉุดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ให้ลดลงราว 0.1% ในปี 2566 และ 0.2% ในปี 2567 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในปี 2566 และ 0.4% ในปี 2567 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่เกิดเอลนีโญ
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากต้นทุน “ราคาพลังงานและราคาปุ๋ยเคมี” ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงมาจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปัจจัยเหล่านี้จะกลายเป็น “แรงกดดันซ้ำเติม” ด้านต้นทุนและอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ให้รุนแรงยิ่งขึ้น
น้ำในเขื่อนหลัก 5 แห่งช่วยบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง
อย่างไรก็ดี ปัจจัยบรรเทาความรุนแรงของภัยแล้งรอบนี้คือ “ปริมาณน้ำดิบสำรองในปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับที่เพียงพอ” โดยระดับน้ำที่สามารถนำมาใช้งานได้ในเขื่อนหลัก 5 แห่งของประเทศไทย ยังคงมีปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ยสะสมในรอบ 15 ปี และยังสูงกว่าระดับน้ำในช่วงปี 2566
ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากปริมาณน้ำฝนปี 2568 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านภัยแล้งช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังเป็นสถานการณ์ที่อยู่ในระดับสามารถบริหารจัดการได้
อย่างไรก็ตาม หากปรากฏการณ์เอลนีโญ “ยืดเยื้อยาวนาน” กว่าที่คาดการณ์ไว้ และส่งผลกระทบให้ระดับน้ำภายในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาคการเกษตร และส่งผลกระทบต่อรายได้ครัวเรือนของเกษตรกร
เลือก ICHI-CPALL-CPN เด่น ระวัง CKP-COCOCO-NEO
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เพื่อรับมือกับปรากฏการณ์เอลนีโญ แนะนำลงทุนในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสภาพอากาศ และหลีกเลี่ยงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้อานิสงส์เชิงบวกเด่นชัดที่สุด ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มร้านสะดวกซื้อ และกลุ่มศูนย์การค้า อย่าง บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI จากสภาพอากาศร้อนขึ้นช่วยกระตุ้นความต้องการบริโภคเครื่องดื่ม
โดยเฉพาะ "ชาพร้อมดื่ม" ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งต้นทุนของเม็ดพลาสติกชนิดพีอีที (PET) ที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จะช่วยสนับสนุนอัตรากำไรขั้นต้นให้แข็งแกร่ง ก่อนเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอื่น ๆ ในช่วงครึ่งหลังปี 2569
บริษัทต่อมาคือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ซึ่งได้ประโยชน์ทางอ้อมจากอุณหภูมิสูงขึ้น ดึงดูดผู้บริโภคเข้าใช้บริการภายในร้านสะดวกซื้อเพิ่ม ช่วยสร้างยอดขายกลุ่มสินค้าเครื่องดื่มดับร้อน ท้ายที่สุดคือศูนย์การค้าอย่าง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ก็มีโอกาสได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้เช่นกัน
ในทางตรงกันข้าม หุ้นที่มีความเปราะบางสูงต่อสภาวะภัยแล้งและควรหลีกเลี่ยงในระยะนี้ ได้แก่ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP เนื่องจากมีความเสี่ยงโดยตรงจากปริมาณการ "ผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ" ที่อาจลดลงหากเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง ซึ่งจากสถิติการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในอดีต พบว่าปริมาณการขายไฟฟ้าพลังงานน้ำของบริษัทจะลดลงเฉลี่ยราว 13%
นอกจากนี้ยังมี หุ้น COCOCO ที่เผชิญความเสี่ยงจาก “ราคามะพร้าว” ปรับตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากผลผลิตที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลกดดันต่ออัตราทำกำไรของบริษัทโดยตรง และบริษัท นีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ที่มีความเสี่ยงจาก “ต้นทุนน้ำมันเมล็ดในปาล์ม” (PKO) ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงินและกลุ่มการเงิน ยังคงแนะนำชะลอการลงทุน เฝ้ารอดูสถานการณ์และความชัดเจนเกี่ยวกับคุณภาพของสินทรัพย์ต่อไป

