ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโลกการลงทุนก็คือสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ -อิหร่าน โดยผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ที่ส่งผลต่อเนื่องมาถึงความกังวลเงินเฟ้อและทำให้เกิดความกังวลว่า ธนาคารกลางสำคัญ ๆ ทั่วโลกอาจใช้นโยบายที่เข้มงวดทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งก็คือมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (บลจ. ทิสโก้) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมิถุนายนจะมีการประชุม 3 ธนาคารสำคัญทั่วโลก ก็คือ การประชุมของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) โดยเราจะมาดูกันว่าการประชุมครั้งสำคัญของ3 ธนาคารกลางในครั้งนี้ อะไรคือปัจจัยที่นักลงทุนจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดกันบ้าง
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed)
สำหรับสหรัฐฯ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในเดือนมิถุนายนนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในการประชุมที่ตลาดให้ความสำคัญมากที่สุดในรอบหลายปี แม้ตลาดส่วนใหญ่จะประเมินว่า Fed มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย แต่ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การขึ้นหรือลงดอกเบี้ย แต่อยู่ที่มุมมองและน้ำเสียงของ ผู้นำ Fed คนใหม่ รวมถึงการเปิดเผยการคาดการณ์เศรษฐกิจรายไตรามาส และ Fed Dot Plot ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนมุมมองของกรรมการ Fed ต่อเส้นทางดอกเบี้ยในอนาคต
โดยบริบทของการประชุมครั้งนี้เปลี่ยนไปจากเดิม เพราะเป็นการประชุม Fed ครั้งแรกของ ประธานคนใหม่อย่าง Kevin Warsh ที่เข้ารับตำแหน่งประธาน Fed ในเดือนพฤษภาคม 2026 หลังได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี Donald Trump และผ่านการรับรองจากวุฒิสภา จุดเด่นของ Warsh คือการที่ไม่ได้เป็นมือใหม่ โดย Warsh เคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ Fed ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 มาก่อน ทำให้เข้าใจทั้งนโยบายการเงินและพฤติกรรมของตลาดการเงินค่อนข้างดี
ในแง่แนวคิด Warsh ไม่ได้อยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งชัดเจน เขาเคยมีท่าทีเข้มงวดกับเงินเฟ้อและวิจารณ์นโยบายผ่อนคลายขนาดใหญ่ของ Fed แต่ในช่วงหลังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และไม่เชื่อว่าควรส่งสัญญาณนโยบายล่วงหน้าแบบตายตัวมากเกินไป เพราะมองว่าเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงเร็วและคาดการณ์ยาก โดยอีกหนึ่งความท้าทายของ Warsh คือ ประธาน Fed คนก่อนหน้าซึ่งก็ คือ Jerome Powell ถึงแม้จะลงจากตำแหน่งประธาน Fed ไปแล้ว แต่ยังคงนั่งอยู่ในที่ประชุมในฐานะกรรมการ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 78 ปีที่ ประธาน Fed ลงจากตำแหน่งแล้วยังคงอยู่ในฐานะกรรมการ Fed ต่อ
ซึ่งคำแถลงของ Warsh และ Dot Plot ที่สะท้อนมุมมองของกรรมการ Fed ทุกคนต่อทิศทางดอกเบี้ยเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา
ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB)
ในฝั่งยุโรป การประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในเดือนมิถุนายนนี้ถูกมองว่าจะมีท่าที เข้มงวดทางด้านนโยบายการเงินขึ้นชัดเจน โดยตลาดคาดว่า ECB มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง แม้ว่าเศรษฐกิจยุโรปยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีแรงกดดันด้านการเติบโตอยู่พอสมควร ซึ่งทำให้ภาพของยุโรปค่อนข้างแตกต่างจากภูมิภาคอื่น
ปัจจัยหลักของโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยมาจากเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ ECB ไม่ได้กังวลแค่เงินเฟ้อในระยะสั้น แต่เริ่มมองไปถึงความเสี่ยงที่เงินเฟ้อ แต่เริ่มมองไปถึงความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกระจายไปในวงกว้างและฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ หากผู้บริโภคและภาคธุรกิจเชื่อว่าเงินเฟ้อจะไม่ลดลง ก็อาจนำไปสู่การขึ้นค่าแรงและราคาสินค้าแบบต่อเนื่อง กลายเป็นวงจรที่ควบคุมได้ยาก
ด้วยเหตุนี้ การขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้จึงเปรียบเหมือนการกันไว้ดีกว่าแก้เพื่อยึดเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบและรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว แม้ว่าจะต้องแลกกับแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นก็ตาม ซึ่งสะท้อนว่าในจังหวะนี้ ECB ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อมากเป็นอันดับแรก
ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องประหลาดใจมากนักแต่สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาก็คือการส่งสัญญาณอนาคตว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยแล้วประเมินสถานการณ์หรือประเมินว่าต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อหากสถานการณ์ราคาพลังงานยังไม่คลี่คลาย
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan: BoJ)
ด้านการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ในเดือนมิถุนายนถูกมองว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของการกลับเข้าสู่นโยบายที่เข้มงวดขึ้น โดยตลาดคาดว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะสะท้อนว่า BoJ มั่นใจมากขึ้นว่าเศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัว และกำลังซื้อของภาคประชาชนแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ การปรับนโยบายยังช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินเยน และช่วยลดผลกระทบโดยตรงต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการนำเข้า
โดยตลาดมองว่าในการประชุมครั้งนี้มีแนวโน้มที่ BoJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00% ซึ่งปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ GDP ไตรมาส 1 ปี 2026 ที่ออกมาแข็งแรง รวมถึงมุมมองของคณะกรรมการที่เห็นว่าดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ
ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาในการประชุมครั้งนี้ก็คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่น มีแผนที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยงบประมาณพิเศษสูงถึงราว $19 billion เพื่อลดผลกระทบของประชาชนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมาตรการดังกล่าวอาจส่งผลต่อท่าทีในการดำเนินนโยบายของ BoJ ในอนาคต
โดยในช่วงเดือนมิถุนายน คือ ช่วงที่บริษัทจดทะเบียนสำคัญ ๆ ทั่วโลกรายงานผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปีไปหมดแล้ว ดังนั้นปัจจัยบวกจากประเด็นดังกล่าวน่าจะหมดไป การประชุมของทั้ง Fed , ECB และ BoJ จึงจะส่งผลกระทบต่อโลกการลงทุนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะหากมีธนาคารกลางที่ใดที่หนึ่งส่งสัญญาณ Hawkish มากกว่าคาด อาจจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดได้ แต่ในทางกลับกันหากมีธนาคารกลางที่ส่งสัญญาณ Dovish ออกมาเพราะสถานการณ์สงครามคลี่คลายขึ้นก็อาจเป็นปัจจัยหนุนตลาดได้เช่นเดียวกัน

